‘จาตุรนต์’ เตือนวิกฤตน้ำมันลามทั้งระบบเศรษฐกิจ แนะรัฐบาลรักษาการแก้ปัญหาได้ รธน.ไม่ได้ห้าม พร้อมจัดทำแผนระยะยาวรับวิกฤตพลังงาน

วันที่ 25 มีนาคม 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายในญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง การรับมือวิกฤตราคาน้ำมันและผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ว่า เมื่อ 2 วันก่อน ตนได้ตะเวนไปตามปั๊มน้ำมัน พบว่าน้ำมันหมดเป็นส่วนใหญ่ แต่ทางรัฐบาลบอกว่ามีน้ำมันสำรองสูงสุดถึง 103 วัน ราคาน้ำมันและแก๊สในตลาดโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และราคาน้ำมันขึ้นไปเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงทำให้วิกฤตนี้ไม่ได้กระทบเพียงตลาดพลังงาน แต่กําลังกดดันเศรษฐกิจโลกทั้งระบบเพราะเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนการผลิต การขนส่ง การเกษตร และการค้าระหว่างประเทศจะสูงขึ้นพร้อมกัน

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การประเมินของ IMF ระบุว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และยืนอยู่ในระดับสูงนาน 1 ปี จะดันเงินเฟ้อโลกขึ้นประมาณ 0.4% และกดผลผลิตโลกลดลงราว 0.1-0.2% นี่คือสัญญาณว่าความเสียหายไม่ได้จํากัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่กําลังลามไปสู่เศรษฐกิจโลกในวงกว้างแล้ว สิ่งที่คาดการณ์ขึ้นอยู่ที่ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะจบลงเร็วเพียงใด 

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันและ LNG ของโลก ยังคงเป็นคอขวดของเศรษฐกิจโลก โดย EIA ประเมินว่าในปี 2024 มีน้ำมันผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ยราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ 84% ของน้ำมันดิบมีปลายทางอยู่ในเอเชีย ขณะที่ LNG ราว 20% ของการค้าโลกก็ผ่านช่องแคบนี้เช่นกัน และ 83% ของ LNG ที่ผ่านฮอร์มุซมุ่งสู่ตลาดเอเชีย นั่นหมายความว่า เมื่อเส้นทางนี้มีปัญหาประเทศในเอเชีย รวมถึงไทยจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ เพราะไทยยังเป็นผู้นําเข้าพลังงานสุทธิในระดับสูง โดยข้อมูลทางการระบุว่า ในปี 2023 ไทยมีการนําเข้าพลังงานสุทธิ 1.418 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 9.3% ของ GDP ไทยยังพึ่งพาน้ำดิบจากตะวันออกกลางราว 58% ของการนําเข้าทั้งหมด

สิ่งที่ต้องเจอคือภาวะเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจชะลอตัวลง ไทยจะเผชิญแรงกดดันจาก cost-push inflation รุนแรงขึ้นอีก เพราะต้นทุนจะไล่ขึ้นทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่พลังงาน ขนส่ง วัตถุดิบ ปุ๋ย อาหาร ไปจนถึงราคาสินค้าในชีวิตประจําวัน ขณะที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเมินว่าราคา

ดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาทต่อลิตร จะฉุด GDP ไทยลงราว 0.02%

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า นายกฯ พูดถึงการเลิกตรึงราคาน้ำมัน ซึ่งยังไม่มีการอธิบายชัดเจน เราพอเข้าใจว่าการอุดหนุนราคาคงจะอยู่ได้ยาก แต่การปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดโดยสมบูรณ์จะสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบอาชีพต่างๆ จะเดินไปต่อกันไม่ได้

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาต่อไปนี้ ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และวางแผนรองรับสถานการณ์ระยะยาว เรื่องน้ำมัน พลังงานต้องหาแหล่งนำเข้าอื่นๆ ปรับระบบการสำรองน้ำมันและเสริมโครงสร้างพื้นฐาน ให้รับมือความผันผวนกับเศรษฐกิจโลก การปรับเปลี่ยนไปใช้รถขนส่งสาธารณะก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะค่ารถไฟฟ้ายังมีราคาแพงกว่าการใช้รถส่วนตัว ส่วนภาคการผลิตต้องเพิ่มการลงทุนพลังงานสะอาดให้มากขึ้น เวลานี้กองทุนน้ำมันติดลบกว่า 3 หมื่นล้านบาท เรายังไม่ได้พูดถึงการช่วยเหลือของรัฐบาลในหลายอาชีพ เรามีข้อจำกัดทางการคลังเป็นอย่างมาก โดยหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 12.54 ล้านล้านบาท หรือ 65.96% ของ GDP ใกล้กรอบเพดานหนี้ที่ 70% ของ GDP อย่างมาก โดยเหลือเพดานการก่อหนี้ 7.7 แสนล้านบาท แต่เราจะเหลือประมาณ 2 แสนล้านบาท ในการรับมือวิกฤตนี้ ประเทศไทยจึงมีความเปราะบางอย่างมาก สิ่งที่ต้องรีบทำต้องดูแลธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ เพราะจะอยู่ด้วยการกู้เงินอย่างเดียวไม่ได้

มีการคาดการณ์ว่าอาหารจะขาดแคลนทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นแหล่งผลิต แต่ถ้าเรายังหาน้ำมันไม่ได้ และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เรามีศักยภาพในการรับการลงทุนใหม่ๆ ที่ไม่ได้มีความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ ถ้าเราไม่ดูแลเรื่องเหล่านี้ เราจะไม่มีทุนไปรับมือวิกฤตที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า หวังว่าญัตติในสภาไม่ได้สะท้อนเฉพาะบางจุดบางเรื่อง แต่จะมีการพิจารณาทั้งหมดให้ครอบคลุม นำข้อเสนอสู่รัฐบาล แม้ตอนนี้จะเป็นรัฐบาลรักษาการ แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามดำเนินการแก้สถานการณ์วิกฤต 

“คำถามที่สำคัญคือ เราจะบอกความจริงที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นให้กับประชาชนเข้าใจได้อย่างไร วิกฤตนี้ใหญ่มาก และแก้ยากกว่ามาก เนื่องจากครั้งนี้เกิดจากสงครามและความขัดแย้ง เราจะทำอย่างไรให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความเข้มแข็งขึ้น ก้าวให้ประเทศไทยแก้ปัญหาวิกฤตตรงนี้ได้” นายจาตุรนต์กล่าว

#พรรคเพื่อไทย #จาตุรนต์ ฉายแสง