‘ศุภศิษย์-ชญาภา’ อภิปรายหนุนโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ลดภาระงบประมาณระยะยาว  สร้างความมั่นคงภาคเกษตร มีน้ำใช้ตลอดปี ลดเสี่ยงภัยแล้ง

วันที่ 9 เมษายน 2569 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 วาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ สส.ร้อยเอ็ด อภิปรายสนับสนุนและเสนอแนะนโยบายด้านการเกษตร ว่า ขอขอบคุณรัฐบาลที่มีนโยบายเปลี่ยนผ่านเกษตรดั้งเดิม สู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน ตนมีความหวังเกษตรกรได้รับการเหลียวแล มั่นใจว่ารัฐบาลจะทำให้เกษตรกรได้ลืมตาอ้าปาก

นายศุภศิษย์ กล่าวว่า พี่น้องเกษตรกรได้ฝากมา 3 ประเด็น ประเด็นแรก น้ำท่วมซ้ำซากในจังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีแม่น้ำชี ลำน้ำยัง ทำให้น้ำท่วมซ้ำซากทุกปีแถวอำเภอเสลภูมิ อำเภอพนมไพร อยากให้ทางรัฐบาลทำแก้มลิง สร้างประตูน้ำ เพื่อให้พี่น้องใช้น้ำในหน้าแล้งได้ ประเด็นที่สอง ราคาข้าวตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ราคาข้าวนาปรังอยู่ที่ 5,800 บาทต่อตัน อยากให้รัฐบาลเข้าไปเยียวยา หรือทำตลาดกลางขึ้นมา ประเด็นสุดท้าย วิกฤตพลังงาน ตอนนี้พี่น้องกำลังเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง หาซื้อน้ำมันยาก ราคาสูง ผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวก็ขึ้นราคา บางแห่งต้องให้พี่น้องไปหาน้ำมันมาเติมเอง อยากให้กระทรวงเกษตรฯ ประสานไปยังกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย จัดหาโควต้าน้ำมันให้กับพี่น้องเกษตรกร

ด้าน น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ลุกขึ้นอภิปรายต่อว่า ปัจจุบันเรากำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ล้วนส่งผลกระทบต่อประชาชน ประชาชนรอความชัดเจนแนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ปัญหาซ้ำซากอย่างยาวนาน ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง สิ่งที่ตามมาคืองบประมาณถูกใช้ไปกับการเยียวยาที่มักไม่ครอบคลุมความเสียหาย บรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นเท่านั้น ตัวเลขจากสำนักงบประมาณระบุไว้ว่าใช้งบประมาณเยียวยาน้ำท่วมในแต่ละปีกว่าหมื่นล้านบาท หากรวมงบประมาณการฟื้นฟูซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ยิ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี สะท้อนให้เห็นว่างบประมาณที่ใช้เพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงของประชาชนไม่ได้ลดลง

ดังนั้นการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุ ลดความเสี่ยงต่อชีวิต ทรัพย์สิน ระบบเศรษฐกิจ และสร้างระบบความมั่นคงด้านน้ำให้กับประเทศในระยะยาว ตนเห็นด้วยกับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้หนึ่งในนโยบายหลักในการจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ โดยตนขอฝากไปถึง 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบชลประทาน การระบายน้ำ การฟื้นฟูแหล่งน้ำ การขุดลอก เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี และลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง 

ประเด็นที่สอง ต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลน้ำทั้งประเทศ ใช้ระบบพยากรณ์น้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก และกักเก็บน้ำในช่วงน้ำแล้งได้อย่างเหมาะสม ประเด็นที่สาม การมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน และ อปท.ในการวางแผนดูแลแหล่งน้ำ จะทำให้การบริหารจัดการน้ำมีความยั่งยืนมากขึ้น พร้อมบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ลดความซ้ำซ้อน และตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างทันท่วงที

“วันนี้สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่คือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการตามแก้ปัญหา ไปสู่การวางระบบเพื่อป้องกันปัญหา การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเรื่องน้ำอาจใช้เวลา และงบประมาณระยะเริ่มต้น แต่จะช่วยลดงบประมาณในระยะยาว และสร้างความมั่นคงในภาคการเกษตร”

#เพื่อไทย #ศุภศิษย์กอเจริญยศ #ชญาภาสินธุไพร #บริหารจัดการน้ำ