‘นพพล’ หวัง ‘พลิกโฉม อว.’ จากกระทรวงเกรด C สู่กระดูกสันหลังชาติ เสนออัดงบวิจัย ดัน Deep Tech พลิกฟื้นเศรษฐกิจท้องถิ่น แก้โจทย์ ‘เรื่องเศร้า 3 ตอน’ ของนักศึกษาไทย มั่นใจในความสามารถของ ‘อ.เชน’ ผลิตทุนมนุษย์ที่ตอบโจทย์โลก
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายนพพล ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายเน้นย้ำถึงความสำคัญของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยระบุว่าบริบทการเมืองไทยมักมองข้ามความสำคัญของกระทรวงนี้ แต่ในความเป็นจริง อว. คือขุมกำลังทางปัญญาที่เป็น “ข้อต่อ” สำคัญในการเชื่อมโยงทุนมนุษย์เข้ากับทุนทางเศรษฐกิจเพื่อพาประเทศพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
.
ดันนวัตกรรมนำทาง แทนเศรษฐกิจแบบเดิมที่ติดหล่ม
.
นายนพพล เริ่มต้นการอภิปรายโดยชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ติดหล่ม เนื่องจากมหาเศรษฐีส่วนใหญ่เติบโตจากการค้าปลีก การรับเหมา และการแสวงหาค่าเช่าส่วนเกินทางเศรษฐกิจ (Rent-seeking) มากกว่าการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ต่างจากมหาเศรษฐีระดับโลกที่รวยจากการคิดค้นเทคโนโลยี
โดยนายนพพลเสนอว่า รัฐบาลต้องผลักดัน เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) และสร้าง อำนาจอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Tech Sovereignty) เพื่อเปลี่ยนไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีมาเป็นผู้กำหนดทิศทาง พร้อมเปรียบเทียบกับไต้หวันที่ประสบความสำเร็จในการเป็นมหาอำนาจเซมิคอนดักเตอร์ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยจากปัจจุบันที่มีเพียง 1.16% ให้สูงถึง 3-4% ของ GDP เพื่อให้ทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้
.
ยกระดับ มหา’ลัยภูมิภาค แก้ไขวิกฤตท้องถิ่น
.
ในประเด็นการพัฒนาเชิงพื้นที่ นายนพพล ได้หยิบยกกรณีศึกษาจากจังหวัดกำแพงเพชร ที่มีศักยภาพด้านการเกษตรทั้งมันสำปะหลังและอ้อย แต่โรงงานแปรรูปอย่างโรงงานเอทานอลกลับต้องกลายเป็นโรงงานร้างเนื่องจากขาดการสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่เป็นระบบ
นายนพพล เสนอให้มหาวิทยาลัยในภูมิภาคที่มีบุคลากรและองค์ความรู้พร้อมอยู่แล้ว ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาชุมชน ทั้งวิกฤต PM 2.5 ไฟป่า และพลังงานทดแทน โดยเสนอโมเดล Local Public Technology Centres หรือ Kosetsushi แบบญี่ปุ่น เพื่อให้องค์ความรู้ “ลงจากหิ้ง” มาช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าในท้องถิ่นสามารถยกระดับสินค้าเกษตรด้วยนวัตกรรมได้จริง
.
สะท้อน ‘เรื่องเศร้า 3 ตอน’ ของนักศึกษาไทย
.
นายนพพล ยังได้อภิปรายถึงวิกฤตการณ์ในระบบการศึกษาไทยที่นักศึกษาต้องเผชิญ ซึ่งเปรียบเสมือน “เรื่องเศร้า 3 ตอนจบ” ได้แก่
ตอนเข้า : ต้นทุนการศึกษาสูงลิ่ว ข้อมูลจาก กยศ. ปี 2568 พบมีบัญชีผู้กู้สูงถึง 7.4 ล้านบัญชี สะท้อนภาระหนี้สินในทุกครัวเรือน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการสอบเข้าที่สูง
ตอนเรียน : หลักสูตรการศึกษาไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เกิดภาวะทักษะไม่ตรงงาน (Skill Mismatch)
ตอนจบ : จบออกมาแล้วไม่มีงานทำ หรือทักษะที่เรียนมาใช้การไม่ได้จริงในโลกการทำงาน ซึ่งนายจ้างกว่า 60% มองว่าเด็กจบใหม่ขาดทักษะที่จำเป็น
.
ฝากความหวัง ‘ยศชนัน’ รมว.อว. คนใหม่
.
ในช่วงท้าย นายนพพล ได้กล่าวทิ้งท้าย ระบุ ยอมรับว่ามีความเสียใจที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยไม่ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาล แต่อีกด้านหนึ่งก็มีความยินดีและเชื่อมั่นอย่างยิ่งที่ได้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.
.
“กระผมขอฝากความหวังและข้อเสนอแนะทั้งหมดนี้ไว้กับท่านรัฐมนตรี เพื่อให้กระทรวง อว. เป็นคำตอบสุดท้ายในการผลิตทุนมนุษย์ที่ตอบโจทย์โลก และพาเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน” สส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย กล่าวปิดท้าย
.
#พรรคเพื่อไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง