5 ขั้น ปั้นคนไทย วางกระทรวงศึกษาฯ เป็นแกนหลักลงทุนในคน
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตอบข้อซักถามระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร (10 เมษายน 2569) ชูกระทรวงศึกษาฯ เป็นแกนหลักลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ เชื่อมต่อการทำงานของกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะด้านทุนมนุษย์ เข้าหากันและเชื่อมต่อกับภาคเอกชน บริหารอย่างเข้าใจ ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจของท้องถิ่น
.
วางแนวทาง 5 ขั้นเพื่อปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจรายได้สูง จากการวางรากฐานด้วยกฎหมายการศึกษา, การเชื่อมโยงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เข้าสู่ตลาดแรงงานด้วย Productivity Superboard, การปลดภาระครูจากงานซ้ำซ้อนและงานนอกเหนือการสอน, การสร้างโอกาสสำหรับทุกคน, การลดความเหลื่อมล้ำด้วยสูตรการกระจายงบประมาณใหม่ ไม่ทอดทิ้งโรงเรียนขนาดเล็กและให้ท้องถิ่นมีสิทธิตัดสินใจ และ การดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็ก ทำโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยในทุกด้าน
.
ในการอภิปราย นายประเสริฐ เริ่มต้นอภิปรายโดยรับรู้ปัญหาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้นำเสนอ และแบ่งออกเป็น 5 ประเด็น 1. ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและการจัดสรรทรัพยากร 2. ปัญหาด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน 3. ปัญหาด้านบุคลากรครู ภาระงาน และความก้าวหน้า 4. ปัญหาด้านกฎหมายและ พ.ร.บ. 5. ปัญหาด้านคุณภาพ ความปลอดภัยและการวัดผล
.
นายประเสริฐ ได้กล่าวแสดงความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ซึ่งสอดคล้องกับข้อกังวลต่างๆ ที่ได้ถูกหยิบยกขึ้น ก่อนจะกล่าวนำว่า ‘การลงทุนที่สำคัญ คือการลงทุนกับคน และกระทรวงศึกษาฯ จะเป็นแกนหลักสำคัญ ในการลงทุนนี้’ และได้วางแนวทาง 5 ขั้น เพื่อพัฒนาการศึกษาและทุนมนุษย์ไทย สู่ประเทศรายได้สูง
.
ในประเด็นแรก นายประเสริฐได้กล่าวถึงความสำคัญของการผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งค้างอยู่ในสภามาตั้งแต่สมัยก่อนหน้า และได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันให้เกิด พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เป็นการวางรากฐานด้านกฎหมาย เพื่อลดความล่าช้าทางนโยบาย และทำให้ระบบการศึกษาทั้งครูและนักเรียน สามารถปรับตัวได้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
.
ประเด็นที่สอง คือการเชื่อมโยงระหว่างระบบการศึกษาและตลาดแรงงาน นายประเสริฐย้ำว่าการศึกษาไม่ใช่เรื่องของการรับวุฒิการศึกษา แต่คือการผลิตคนที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ ทันต่อความเปลี่ยนของโลกที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว และได้ชี้จุดสำคัญของการพัฒนาที่แต่ละกระทรวงทำงานโดยแยกขาดออกจากกัน แยกขาดออกจากตลาดแรงงาน ทำให้ผลิตคนไม่ตรงกับสิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการ เกิดปัญหาว่างงาน
นายประเสริฐจะจัดตั้ง ‘Productivity Superboard’ โดยวางให้มีการรวมเอากระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทุนมนุษย์ เป็น Human Capital Superboard รวบรวมกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลทุนมนุษย์ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยมีภาคเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน การเข้าร่วมกันในคณะทำงานนี้ก็เพื่อกำหนดทิศทางหลักสูตรให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และเป็นการเตรียมรับสำหรับความต้องการตำแหน่งงานทักษะสูงในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีความต้องการถึง 1.08 ล้านคน
.
นอกจากการเชื่อมตลาดแรงงานสู่ระบบการศึกษา นายประเสริฐยังได้กล่าวถึงประเด็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยการจัดตั้งแพลตฟอร์มทักษะแห่งชาติ เชื่อมโยงระบบธนาคารหน่วยกิตให้เกิดขึ้นจริง โดยวางองค์ประกอบไว้ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. E-Portfolio เก็บการเรียนรู้รายบุคคลตั้งแต่วันแรก 2. การรับรองประสบการณ์จริงให้กลายเป็นหน่วยกิต 3. หลักสูตรนำโดยเอกชน เชื่อมสู่การมีรายได้ 4. เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตจากปฐมวัยถึงวัยทำงาน 5. เน้นการจับคู่ทักษะรายบุคคลกับตำแหน่งงาน
.
ประเด็นที่สาม นายประเสริฐกล่าวถึงปัญหาสำคัญของการศึกษาไทยคือบุคลากรทางการศึกษาและการลดภาระของครู โดยได้แยกปัญหาพร้อมแนวทางการแก้ไขหรือลดภาระงานของครูลง 3 กลุ่ม คือ ภาระโครงการที่ซ้ำซ้อนกับตัวชี้วัด, ภาระอาหารกลางวัน และภาระงานอื่นนอกเหนือการสอน โดยวางแนวทางการลดความซ้ำซ้อนด้านตัวชี้วัดอย่างเป็นระบบ ในประเด็นอาหารกลางวันใช้ระบบครัวกลาง(Cloud Kitchen) จะทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งนายประเสริฐย้ำว่าจะเป็นการทำงานร่วมกัน เปิดทางเลือกให้กับโรงเรียนได้ตัดสินใจเองโดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาตามความต้องการของท้องถิ่น
ในภาระงานสุดท้าย คือภาระงานนอกเหนือจากการสอน นายประเสริฐ กล่าวว่ากระทรวงศึกษาฯ จะจัดสรรเจ้าหน้าที่ช่วยปฏิบัติงานเข้าช่วยเหลืองานพัสดุและงานจัดซื้อจัดจ้างอื่นๆ และมีนโยบายนำเทคโนโลยีเช่น AI ช่วยปลดภาระครูจากงานซ้ำซ้อนต่างๆ ‘ให้ครูได้ใช้เวลาอยู่กับเด็ก ไม่ใช่ใช้เวลาอยู่กับเอกสาร’
.
ประเด็นที่สี่ คือความเหลื่อมล้ำและการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษา เปลี่ยนสูตรคำนวณเงินอุดหนุนรายหัวให้สะท้อนกับความเป็นจริงในพื้นที่ และย้ำว่าจะไม่บังคับยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กแบบเหมารวม โดยกระทรวงจะทำงานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อหาจุดช่วยเหลือและกระจายงบประมาณไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
.
นายประเสริฐ กล่าวถึงเจตนารมณ์ว่า ‘โรงเรียนดีๆ จะต้องไม่กระจุกตัวอยู่แต่ในเมือง การจัดสรรงบประมาณ จะทำให้โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ได้รับงบประมาณมากขึ้น’
.
ประเด็นที่ห้า คือความปลอดภัยในโรงเรียน นายประเสริฐ กล่าวว่าโรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน เป็นความปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ
.
ในเรื่องความปลอดภัยแรกคือการดูแลสุขภาพจิตของนักเรียน จะเร่งพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตนักเรียนทั้งระบบซึ่งจะหารือกับกระทรวง อว. เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรต่อไป
.
ในความปลอดภัยที่สอง คือความปลอดภัยของอาคารและอุปกรณ์ จะประสานเชื่อมต่อกับสถาบันอาชีวะศึกษาในพื้นที่ สร้างความร่วมมือเพื่อสร้างความปลอดภัยแก่สาธารณูปโภค
.
ความปลอดภัยสุดท้าย คือการตั้งศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของนักเรียนให้กลายเป็นระบบถาวร วางกลไกการร้องเรียนและลงโทษบุคลากรทางการศึกษาที่ใช้ความรุนแรงและล่วงละเมิดนักเรียนอย่างเด็ดขาด
สุดท้าย นายประเสริฐ ได้ให้ข้อสรุปว่า การศึกษาเป็นการพัฒนาที่ต้องใช้เวลา ตนมีความมุ่งมั่นในการเข้าเป็นตัวกลางเพื่อประสานกับทุกฝ่าย ให้เข้ามาเป็นพลังในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย และกล่าวถึง ‘ความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนวิธีการทำงานแบบแท่ง(Silo) มาเป็นการทำงานแบบทีม’ โดยจะประสานงานกับทุกกระทรวงเพื่อยกระดับทุนมนุษย์ และให้คำมั่นว่าจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ
.
.
ในช่วงท้ายของการอภิปราย นายประเสริฐ ได้ชี้แจงกรณีถูกพาดพิง กรณีการทำ MOU ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงว่า การสแกนม่านตา ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดใน MOU การสแกนม่านตาเป็นการกระทำภายหลังซึ่งกระทรวงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้รับรายงาน หรือมีส่วนร่วมในการสแกนม่านตาทั้งสิ้น
.
การทำ MOU ในขณะนั้นผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานกฤษฎีกาสำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศและฝ่ายกฎหมายของกระทรวงดีอี เนื้อหาการลงนาม MOU เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการขยายตัวเศรษฐกิจดิจิทัลในขณะนั้น MOU ไม่มีประเด็นใดผูกมัดและผูกพันให้ราชการเสียหาย โดยปัจจุบันยกเลิกแล้ว และยืนยันว่าตนเองไม่เคยมีความรู้จัก ไม่มีความสัมพันธ์และไม่เคยรับผลประโยชน์ใดๆ
.
นายประเสริฐกล่าวถึงการเข้าพบ DSI ว่าตนเข้าพบในฐานะพยาน ไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา จึงขอชี้แจงต่อรัฐสภาและพี่น้องประชาชนเพื่อทำความเข้าใจต่อสาธารณชนในโอกาสนี้
.
.
#พรรคเพื่อไทย #แถลงนโยบายรัฐบาล #ประเสริฐจันทรรวงทอง #ประชุมสภา #กระทรวงศึกษาธิการ
บทความที่เกี่ยวข้อง
‘เพื่อไทย’ ปราศรัยใหญ่ อ.ฝาง ‘ยศชนัน’ ปลื้มชาวบ้านมอบพวงมาลัยข้าวเปลือก-สตอเบอร์รี่ ประกาศดัน ‘ฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ’ เป็นฮับท่องเที่ยว-สุขภาพ ฟื้นโปรเจกต์ ‘สนามบินล้านนา’ พร้อมงัดแก้หนี้ทั้งระบบ และนโยบาย ‘เศรษฐีเงินล้าน’ หาเงินเติมกระเป๋ากลุ่มเปราะบางเดือนละ 3,000 บาท
อ่านต่อ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีปราศรัยที่จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ต่อจาก อาจารย์เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตพรรคเพื่อไทย นายจาตุรนต์ กล่าวว่า อาจารย์เชนมักเน้นนำเสนอนโยบายโดยไม่โจมตีฝ่ายใด ขณะที่ตนมักถูกเชิญให้มาปราศรัยเพื่อวิเคราะห์การเมือง และที่พัทลุงวันนี้ตนพูดแค่พอ “หอมปากหอมคอ” แต่ขอย้ำสาระสำคัญถึงพี่น้องชาวใต้และชาวพัทลุงว่า พรรคเพื่อไทยตั้งใจมารับใช้ภาคใต้ ไม่ได้มีเงื่อนไขว่า “ถ้าไม่เลือกจะไม่รับใช้”
อ่านต่อ
ทุกพรรคมีนโยบายที่ต้องการเม็ดเงิน ไม่อยากขึ้น VAT ต้องขยายฐานภาษี
อ่านต่อ