‘พรรคเพื่อไทย’ จัด Movie Talk ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว ชู “ผู้เสียหายต้องเป็นศูนย์กลาง” รื้อแนวคิดรักษาครอบครัวเหนือความปลอดภัย
วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 พรรคเพื่อไทย จัดกิจกรรม ‘Movie Talk & Special Forum’ ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ฉบับพรรคเพื่อไทย ผ่านกิจกรรมฉายซีรีส์ ‘อย่า…..กลับบ้าน’ พร้อมเวทีเสวนาหัวข้อ ’ความเงียบที่จ่ายด้วยน้ำตา : นิยามใหม่ของความรุนแรงทางเศรษฐกิจ‘ สะท้อนปัญหาความรุนแรงในครอบครัวที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และกระบวนการยุติธรรม โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี สส.อุบลราชธานี, นางสาวกฤษฎี บุญสวยขวัญ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นางสาวนัยนา สุภาพึ่ง ที่ปรึกษาทางกฎหมาย มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ และนางสาววราภรณ์ แช่มสนิท ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา ที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
.
ภายในงานเริ่มต้นด้วยการฉายภาพยตร์ซีรีส์ ’อย่า….กลับบ้าน‘ โดยนายชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองผ่านงานภาพยนตร์ว่า ’บ้าน‘ มักเป็นจุดเริ่มต้นของปมขัดแย้งในชีวิตและสังคม พร้อมชี้ว่า ความรุนแรงทางเศรษฐกิจเป็นต้นทางของปัญหาหนี้สิน การหลุดจากระบบการศึกษา และการส่งต่อวงจรความรุนแรงในครอบครัว
.
นายชูเกียรติ กล่าวว่า ภาพยนตร์สะท้อนความจริงของสังคม และบางครั้ง ’โลกความจริงน่ากลัวกว่าในหนัง‘ โดยเฉพาะปัญหาเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษาเพราะพ่อแม่ต้องดิ้นรนทำงาน ไม่มีเวลาดูแลลูก จนนำไปสู่ความรุนแรงรูปแบบต่างๆ ในชุมชน พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐและสังคมร่วมกันแก้ปัญหาโดยไม่เพิกเฉย
.
จากนั้น มีวงเสวนาหัวข้อ ’ความเงียบที่จ่ายด้วยน้ำตา: นิยามใหม่ของความรุนแรงทางเศรษฐกิจ‘ โดยนางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ได้เริ่มต้นเล่ากรณีศึกษาจากพื้นที่ชนบท ทั้งผู้หญิงที่ถูกบังคับเปิดบัญชีม้าเพื่อหาเงินเลี้ยงลูก ก่อนถูกดำเนินคดี รวมถึงผู้หญิงที่ถูกทำร้ายร่างกายแต่ครอบครัวและชุมชนไม่กล้าแจ้งความ สะท้อนปัญหาที่กฎหมายเดิมยังคุ้มครองไม่เพียงพอ
.
นางสาวกิตติ์ธัญญา กล่าวว่าด้วยเหตุความไม่ยุติธรรมและความรุนแรงดังกล่าว ทำให้พรรคเพื่อไทยเห็นปัญหาและสะท้อนผ่านการยกร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงฉบับใหม่ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
.
-ขยายนิยาม ’ความรุนแรง‘ ให้ครอบคลุมทั้งทางร่างกาย จิตใจและเศรษฐกิจ รวมถึงขยายนิยาม ’ผู้ถูกกระทำ‘ ครอบคลุมเด็กหรือบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรง และนิยาม ’ครอบครัว‘ ให้ครอบคลุมความหลากหลายทางเพศและครอบครัวรูปแบบต่างๆ
.
-จัดตั้งระบบคุ้มครองเร่งด่วน ผ่านสายด่วน 1300 และกำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องดำเนินการภายใน 72 ชั่วโมง พร้อมคุ้มครองผู้แจ้งเหตุหรือผู้ช่วยเหลือไม่ให้ถูกฟ้องกลับ
.
-ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง ไม่บังคับให้กลับเข้าสู่ครอบครัวที่มีความรุนแรง พร้อมสนับสนุนการฟื้นฟูอาชีพและการพึ่งพาตนเอง
.
ขณะที่นางสาวกฤษฎี บุญสวยขวัญ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า ข้อมูลร้องเรียนของกระทรวง พม. พบสาเหตุหลักของความรุนแรงในครอบครัวมาจากการบันดาลโทสะ ยาเสพติด และสุรา แต่รากสำคัญจำนวนมากเชื่อมโยงกับปัญหาเศรษฐกิจ
.
นางสาวกฤษฎีกล่าวว่า การช่วยเหลือของ พม. จะเน้นความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำและเด็กเป็นสำคัญ โดยมีทีมสหวิชาชีพร่วมดูแล ทั้งตำรวจ แพทย์และนักจิตวิทยา รวมถึงจัด ’บ้านพักฉุกเฉิน‘ สำหรับผู้ที่ต้องการออกจากความรุนแรง พร้อมส่งเสริมอาชีพผ่านศูนย์เรียนรู้และพัฒนาสตรีและครอบครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
.
ด้านนางสาวนัยนา สุภาพึ่ง ที่ปรึกษาทางกฎหมาย มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ ชี้ว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องอดทนอยู่กับความรุนแรง เพราะถูกคาดหวังให้แบกรับภาระดูแลครอบครัวและรักษาความสัมพันธ์ไว้
.
นางสาวนัยนา กล่าวว่า จุดอ่อนสำคัญของกฎหมายเดิม คือการให้ความสำคัญกับ ’การรักษาสถาบันครอบครัว‘ มากกว่าการคุ้มครองผู้ถูกกระทำ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนหลักคิดใหม่ว่า ’กฎหมายฉบับนี้มีไว้คุ้มครองผู้ถูกกระทำ ไม่ใช่คุ้มครองครอบครัว‘ เพื่อหยุดวงจรความรุนแรงที่ส่งผลต่อเด็กและสังคมในระยะยาว
.
ขณะที่นางสาววราภรณ์ แช่มสนิท ที่ปรึกษาแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สมาคมเพศวิถีศึกษา เปิดเผยว่า แม้ข้อมูลสำรวจพบผู้หญิงจำนวนมากเคยเผชิญความรุนแรงในครอบครัว แต่จำนวนผู้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมยังมีน้อยมาก สะท้อนข้อจำกัดในการเข้าถึงความช่วยเหลือและความเชื่อมั่นต่อระบบรัฐ
.
นางสาววราภรณ์ กล่าวว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากยาเสพติด ปัญหาสุขภาพจิตและภาวะเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องมีกลไกรัฐที่เข้มแข็งในการคุ้มครองและเสริมพลังผู้ถูกกระทำ พร้อมย้ำว่า ’บางครอบครัวผุพังเกินกว่าจะรักษาได้‘ ดังนั้น กฎหมายต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ถูกกระทำเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การมุ่งแต่รักษาครอบครัวแต่ยังให้ความรุนแรงในครอบครัวดำเนินต่อไป
.
#พรรคเพื่อไทย #ความรุนแรงในครอบครัว #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
บทความที่เกี่ยวข้อง

















