‘สส.มนพร’ เสนอแแนวทางเชิงวิศวกรรม-เทคโนโลยี 4 ชั้น ป้องกันเหตุรถไฟชนกลางเมือง

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นางมนพร เจริญศรี  สส.นครพนม และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม อภิปรายสนับสนุนญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินรถขนส่งทางรางในเขตเมือง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารสาธารณะบริเวณแยกอโศก – ดินแดง เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ

นางมนพรกล่าวว่า เราไม่สามารถปล่อยให้เหตุการณ์นี้ จบลงเพียงแค่การกล่าวโทษว่า “คนขับประมาท” หรือด่วนสรุปเหมารวมว่า “รถไฟไม่ควรวิ่งผ่านเมือง” เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ มันสะท้อนความล้มเหลวของระบบคมนาคมไทย มนุษย์ทุกคนย่อมทําพลาดได้ แต่ประเด็นสําคัญที่เราต้องคํานึงถึงคือคือ ทําไมระบบคมนาคมของเรา จึงปล่อยให้รถโดยสารสาธารณะคันหนึ่ง เข้าไปติดค้างอยู่บนรางได้ และทําไมระบบของเรา จึงปล่อยให้รถไฟบรรทุกสินค้าหนัก วิ่งเข้ามาใกล้จนถึงจุดที่เบรกไม่ทันระบบคมนาคมที่ดี ต้องถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความผิดพลาดของมนุษย์ ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาที ต้องไม่นําไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

ปัญหาเชิงโครงสร้าง: จุดตัดรางรถไฟและถนนในเมืองคือส่วนที่มีความเสี่ยงสูงจุดเกิดเหตุที่แยกอโศก-ดินแดง ไม่ใช่แค่ทางข้ามรถไฟธรรมดา แต่ในทางวิศวกรรมจราจร พื้นที่ตรงนี้คือพื้นที่เสี่ยงที่อาจมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูง

ประการแรก: เงื่อนไขที่บีบให้เกิดรถล้นทับราง ระยะจากรางถึงสัญญาณไฟแยกอโศก-เพชรบุรี มี

แค่ 130 เมตร ในชั่วโมงเร่งด่วน พอรถติดสะสม คิวรถก็จะล้นกลับมาคาบนราง นี่ยังไม่นับรถแทรก

จากถนนกําแพงเพชร 7 สภาพคือ “เดินหน้าไม่พ้น ถอยหลังไม่ได้” ระบบจราจรเมืองกําลังบีบให้รถ

ต้องเสี่ยงตายบนรางทุกวัน

ประการที่สอง: ตีเส้น Yellow Box แต่ไม่มีการบังคับใช้ การตีเส้นทะแยงเหลือง แต่ไม่มีกล้องจับ

ปรับ ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด มันก็เป็นแค่ “สีทาถนน” ที่รอวันเกิดอุบัติเหตุ เครื่อง

กั้นมีไว้กันรถไม่ให้เข้า แต่แก้ปัญหารถที่ติดค้างอยู่แล้วไม่ได้

ประการที่สาม: เบรกไม่ทันระยะสายตา รถไฟสินค้าวิ่งมาแค่ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ด้วยขนาดและ

น้ำหนักที่มาก ต่อให้คนขับดึงเบรกฉุกเฉินทันทีที่เห็น ระยะทางแค่นั้นก็หยุดไม่ทัน เราไม่สามารถฝากชีวิตคนไว้กับสายตา คนขับเพียงอย่างเดียว ต้องมีเทคโนโลยีเตือนล่วงหน้า

ดิฉันชื่นชมมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมที่ห้ามขบวนสินค้าเข้าเมืองตอนกลางวัน

แต่นี่คือมาตรการชั่วคราว ถ้าเราย้ายรถไฟไปวิ่งกลางคืนทั้งหมด หรือให้เปลี่ยนถ่ายไปลงรถบรรทุกเล็ก เราอาจกําลังย้ายความเสี่ยง ไปสู่ความเหนื่อยล้าของคนขับ กระทบเวลาซ่อมราง และเพิ่มอุบัติเหตุรถบรรทุกบนถนนแทน เป้าหมายของเราต้องเป็นการลดความเสี่ยงของทั้งระบบ

ดิฉันขอเสนอแนวทางเชิงวิศวกรรมและเทคโนโลยี ที่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าว แบ่งการป้องกันเป็น 4 ชั้น

ชั้นที่ 1: บังคับห้ามรถค้างบนราง ทบทวน Yellow Box ใหม่ทั้งหมด ติดกล้อง CCTV ปรับจริงจัง กติกาต้องชัด ถ้าทางออกหน้าทางข้ามไม่ว่าง ห้ามรถทุกชนิดล้ำเข้าไปเด็ดขาด

ชั้นที่ 2: ไฟจราจรช่วยเคลียร์รถ เมื่อรถไฟมา ไฟจราจรด้านหน้าแยกต้องบังคับเขียว เพื่อระบายรถออกจากรางทันที สหรัฐอเมริกาใช้ระบบนี้ลดอุบัติเหตุได้เกือบ 100% เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทําได้ทันที ไม่ต้องรองบสร้างสะพานข้ามแยกเป็นสิบปี

ชั้นที่ 3: ระบบรางต้องรู้ล่วงหน้า ติดตั้งกล้อง AI ตรวจจับรถค้างบนราง และส่งสัญญาณเตือนเข้าห้องคนขับรถไฟล่วงหน้า คนโบกธงแดงควรเป็นแค่แผนสํารอง

ชั้นที่ 4: ลดจุดตัดถาวร จุดเสี่ยงสูงต้องสร้างทางลอด ทางข้าม หรือทางเลี่ยงเมืองอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล และต้องทําการศึกษาเพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระหรือส่งผลกระทบต่อต้าน

เพื่อให้เรื่องนี้ไม่เป็นไฟไหม้ฟาง ดิฉันขอเรียกร้อง 5 ข้อ

1. เปิดเผยผลสอบสวนเชิงระบบ ไม่ใช่แค่ชี้ตัวคนผิด แต่ต้องชี้ช่องโหว่ของสัญญาณจราจร และระบบคัดกรองพนักงาน

2. ประเมินความเสี่ยงทั้งเส้นทาง ตรวจสอบรัศมี 200-300 เมตร ดูลงไปถึงปัญหาคิวรถสะสมไม่ใช่ตรวจแค่ที่ตัวไม้กั้น

3. จัดลําดับความเสี่ยงจุดตัด 27 แห่งในกรุงเทพฯ ระบุให้ชัดว่าจุดไหนต้องติดกล้อง จุดไหนเชื่อมสัญญาณไฟ หรือทําทางแยก

4. แผนลงทุนต้องมีเจ้าภาพชัดเจน มีงบประมาณ และมีกรอบเวลาที่สภาตรวจสอบได้

5.รัฐบาลต้องมีการบูรณาการขนส่งในเขตเมือง และเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น โดยเฉพาะตำรวจจราจร กทม.

“อุบัติเหตุครั้งนี้ ไม่ควรจบลงที่การหาใครสักคนมารับโทษเพื่อปิดคดีและให้เรื่องค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจําของสังคม แต่ต้องจบลงที่การพัฒนาระบบใหม่เพื่อไม่ให้เราต้องเผชิญกับความสูญเสียเช่นนี้อีก 

ระบบที่ดี คือระบบที่ต่อให้คนขับรถผิดพลาด รถก็จะต้องไม่ไปค้างอยู่บนราง และต่อให้มีรถค้างบนรางรถไฟก็จะต้องรู้ตัวล่วงหน้าและสามารถเบรคได้ทัน พื้นที่ทางข้ามรถไฟในเมือง ไม่ควรเป็นพื้นที่ที่ประชาชนต้องฝากชีวิตไว้กับไฟแดง ไม้กั้น และโชคชะตาอีกต่อไป ดิฉันเชื่อว่าระบบคมนาคมของประเทศไทย จะต้องมีมาตรฐานที่ดีกว่านี้ได้” นางมนพรกล่าว

#เพื่อไทย #มนพรเจริญศรี #รถไฟชน