‘นพพล ผลอำนวย’ หนุนงบฯ 70 แนะเพิ่มงบเกษตรฯ ชี้ 1.2 แสนล้านน้อยไป ไม่พอสู้เพื่อนบ้าน-รับมือวิกฤตโลก กาง 3 ข้อสังเกตชำแหละ “เป้าหมายหด-ผูกพันพุ่ง-งบวิจัยต่ำเตี้ย” วอนรัฐอย่าทิ้งฐานราก ย้ำชัด “เกษตรกรมีเงิน เศรษฐกิจไทยถึงเดินหน้า”
วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร นายนพพล ผลอำนวย สส.กำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 1
.
นายนพพล อภิปรายว่า ตนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกำแพงเพชร เขต 3 ขอร่วมอภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกพืชหลัก 3 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย งบประมาณในส่วนนี้จึงเปรียบเสมือนความหวังของเกษตรกรทั้งในจังหวัดกำแพงเพชรและเกษตรกรทั่วประเทศ
.
นายนพพล ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมสัดส่วนงบประมาณที่ได้รับว่า ในปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับงบประมาณราว 120,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งลดลงจากปีก่อนกว่า 9,000 ล้านบาท โดยกรมที่ได้รับงบประมาณสูงสุดคือ กรมชลประทาน ที่ตัวเลข 78,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้อาจดูเหมือนมาก แต่แท้จริงแล้วน้อยมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญของภาคการเกษตรที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศ
.
“ภาคการเกษตรของเรานั้นสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 8% ต่อ GDP และเป็นรายได้หลักของคน 8 ล้านกว่าครัวเรือนในประเทศไทยครับ แต่กลับได้รับงบประมาณเพียง 0.5% ของ GDP เท่านั้น และคิดเป็นเพียง 3% ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด ตัวเลขเหล่านี้ครับท่านประธาน นำมาซึ่งคำถามที่ต้องตอบให้ได้ว่า เหตุใดภาคเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงผู้คนจำนวนมากที่สุดอย่างภาคการเกษตรเนี่ย จึงได้รับงบประมาณลงทุนจากภาครัฐในสัดส่วนที่ต่ำเช่นนี้ ผมกล้าพูดได้เต็มปากครับว่างบด้านการเกษตรของไทยเรานั้นยังน้อยเกินไป” นายนพพล กล่าว
.
นอกจากนี้ นายนพพล ยังได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญ 3 ประการ จากรายละเอียดในเล่มงบประมาณ ถึงความไม่สอดคล้องและการจัดสรรงบที่น้อยเกินไปของกระทรวงเกษตรฯ ดังนี้
.
ประการที่ 1: ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ลดลงผิดสัดส่วน นายนพพลระบุว่า เมื่อพิจารณาจากตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ พบว่าตัวชี้วัดหลายรายการถูกลดเป้าหมายลงในอัตราส่วนที่สูงกว่างบประมาณที่ถูกตัดไป ยกตัวอย่างเช่น กรมชลประทานที่มีงบลดลง 10% แต่เป้าหมาย “พื้นที่กักเก็บน้ำ” กลับลดลงไปถึง 68% ซึ่งตีความได้สองแง่ คือ 1.โครงการขนาดใหญ่เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงทำให้พื้นที่กักเก็บน้ำลดลงแม้ตัวงบจะลดเพียงนิดเดียว และ 2.เป็นเพียงการปรับเป้าหมายให้พอดิบพอดีกับวงเงินงบประมาณที่มี หรือพูดง่ายๆ ว่ามีการยัดโครงการเข้าไปตามวงเงินเท่านั้น ซึ่งหากเป็นกรณีหลัง จะทำให้ตัวชี้วัดสูญเสียความหมายในการเป็นเครื่องมือวัดประสิทธิภาพการใช้จ่ายที่แท้จริง
.
ประการที่ 2 : ภาระผูกพันข้ามปีที่พุ่งกระโดด จากการพิจารณางบภาระผูกพันข้ามปี พบว่าในปี 2570 มีภาระผูกพันอยู่ที่ 21,000 ล้านบาท แต่เมื่อข้ามไปดูการคาดการณ์ในปี 2571 ตัวเลขนี้กลับพุ่งสูงถึง 48,000 ล้านบาท (เกือบ 50,000 ล้านบาท) หมายความว่างบประมาณในอนาคตถูกกำหนดล่วงหน้าไว้แล้วจำนวนมาก ในขณะที่งบประมาณภาพรวมของกระทรวงเกษตรฯ ในปี 2571 ถูกคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงหมื่นกว่าล้านบาท นายนพพลชี้แจงว่า “สิ่งนี้แหละฮะมันจะเป็นตัวจำกัดความยืดหยุ่นในการบริหารงานของรัฐบาลในอนาคต และจะทำให้ถ้ามันเกิดวิกฤตทางการเกษตร เกิดวิกฤตทางการคลังขึ้นมาเนี่ย งบขนาดนี้อาจจะไม่เพียงพอในการรับมือ”
.
ประการที่ 3 : งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ถูกจำกัด แม้ประเทศจะมีเป้าหมายอยากเพิ่มผลผลิตต่อไร่และสร้างเกษตรมูลค่าสูง แต่งบวิจัยและพัฒนากลับมีน้อยมาก นายนพพลอ้างอิงงานศึกษาจากธนาคารโลก (World Bank) และ DFID ที่ระบุว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในภาคเกษตรคือ “การลงทุนในการวิจัยและพัฒนา” ซึ่งหน่วยงานแนะนำว่าควรมีงบส่วนนี้อยู่ที่ประมาณ 0.7% ของ GDP ภาคเกษตร แต่ในความเป็นจริง งบวิจัยของกรมวิชาการเกษตรมีเพียง 194 ล้านบาท และของ สวก. มีอีกกว่า 100 ล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายประจำแล้ว เหลือเงินเพื่อทำวิจัยจริงๆ เพียง 46 ล้านบาท และเมื่อรวมกับงบที่ซ่อนอยู่ในกรมอื่นๆ แล้วก็มีเพียง 300-400 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.25 – 0.33% ของงบกระทรวงทั้งหมดเท่านั้น
.
“นั่นหมายความว่าเราทำอะไรไม่ได้เลยกับการวิจัยและพัฒนา เพราะเรามีงบประมาณน้อยมาก วันนี้ครับท่านประธาน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างรุนแรงครับ เราเหลียวทางซ้ายไปมองเวียดนาม เขาก็ลงทุนอย่างต่อเนื่องในวิจัยพันธุ์พืชและการส่งออก จนเพิ่มศักยภาพในการสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสูงขึ้น เรามองไปที่มาเลเซีย เขาก็สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการแปรรูปและการสร้างมาตรฐานฮาลาล สิงคโปร์เป็นประเทศที่ไม่มีพื้นที่เพาะปลูกเลย ยังกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านอาหารและเทคโนโลยีของภูมิภาคตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นครับท่านประธาน วันนี้เนี่ยการแข่งขันจึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครผลิตได้มากกว่า แต่มันคือการแข่งขันว่าใครสร้างมูลค่าได้มากกว่ากัน” นายนพพล กล่าวย้ำ
.
ในช่วงท้ายของการอภิปราย นายนพพล ได้หยิบยกรายงานของสภาพัฒน์ ที่คาดการณ์ว่าในปี 2570 สิ่งที่ท้าทายที่สุดในระบบเศรษฐกิจไทยคือ “ความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาวะภูมิอากาศ” ซึ่งภาคที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงคือภาคการเกษตร จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่า การจัดงบประมาณเพียงร้อยละ 0.5 ของ GDP เพียงพอต่อการรับมือความเสี่ยงนี้แล้วหรือไม่
.
นายนพพล สรุปการอภิปรายว่า “ผมขออนุญาตสนับสนุนงบประมาณฉบับนี้ ย้ำว่างบเกษตรของไทยยังน้อยเกินไป หากเราลงทุนอย่างถูกทิศ งบประมาณทุกบาททุกสตางค์จะเป็นฐานรากความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ถ้าเกษตรกรมีสตางค์ คนในตลาดก็มีเงิน คนในตลาดมีเงิน คนกรุงเทพฯ ก็มีเงิน สิ่งเหล่านี้มันจะหมุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ เรากำลังอยู่ในสภาวะที่เจอปัญหาหลายเรื่อง ผมก็อยากจะวิงวอนว่าเราอย่าละทิ้งคนจำนวนมากของประเทศซึ่งเป็นฐานรากภาคที่สำคัญของเศรษฐกิจประเทศไทย เห็นด้วยกับงบครับ แต่ของบเกษตรเพิ่มครับ”
.
#พรรคเพื่อไทย #นพพลผลอำนวย #งบประมาณปี70 #ประชุมสภา
บทความที่เกี่ยวข้อง