เปิดวิสัยทัศน์ “ยศชนัน” รื้อกรอบงบ อว. 70 ดันไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ชู “AI ปราบทุจริต-ดึงนักวิจัยโลก-เปลี่ยน ม. เป็นศูนย์บ่มเพาะ” ตอบฝ่ายค้านทุกคำถาม เดินหน้าบูรณาการข้ามกระทรวงตั้งแต่แก้ “ปลาหมอคางดำ” ยัน “ไซเบอร์ซีเคียวริตี้” หนุนตั้ง Holding Company ทลายไซโลทุนวิจัย พร้อมติดเครื่องยนต์เศรษฐกิจ-สังคมไปพร้อมกัน

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ลุกขึ้นตอบข้อซักถามของฝ่ายค้าน ระหว่างการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 1

.

ศ.ดร.ยศชนัน เริ่มต้นกล่าวว่า ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้อภิปรายและให้ข้อเสนอแนะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง อว. ตลอด 1 วันครึ่งที่ผ่านมา โดยประเด็นแรกได้กล่าวถึง กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ซึ่งตนเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของสมาชิก และระบุว่ากระบวนการหลังจากนี้จะเป็นไปตามกลไกของคณะกรรมาธิการ โดยมีส่วนที่กระทรวงสามารถดำเนินการได้ทันที พร้อมกล่าวเน้นย้ำว่า “เราสามารถที่จะทำให้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทย ไปสู่ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่มีรายได้สูงขึ้น เพื่อพี่น้องประชาชน” 

.

ทั้งนี้ ได้กล่าวขอบคุณ สส. ทั้งฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายค้าน จากทั้งพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ที่ได้ที่อภิปรายในประเด็นนี้ โดยเฉพาะการบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง และรับข้อเสนอแนะในเรื่องการบูรณาการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ซึ่งจะรับไปดำเนินการให้ดีที่สุด รวมถึง สส.ที่อภิปรายให้ความสำคัญกับเรื่อง “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” ซึ่งตนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง 

.

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวขอบคุณ สส. จากพรรคประชาชน ที่ได้อภิปรายในประเด็นการบูรณาการแก้ปัญหา “วิกฤตปลาหมอคางดำ” ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้กระทรวง อว. กำลังเริ่มดำเนินการแล้ว รวมถึง สส.จากพรรคประชาชน ที่ได้ในเรื่องการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจาก GISTDA มาใช้เป็นฐานข้อมูลด้านการเกษตร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

.

สำหรับประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ศ.ดร.ยศชนัน ได้ตอบข้อซักถามของ สส.พรรคประชาชน ว่าขณะนี้โครงการที่ดูแลร่วมกับหน่วยงาน 864 แห่ง ซึ่งรวมถึงหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. และ สพฐ. กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยจะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเดียวกับโครงการก่อสร้างที่ใช้เทคโนโลยี AI ในมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่ได้มีการชี้แจงรายละเอียดเข้ามาแล้ว

.

ต่อมา ศ.ดร.ยศชนัน ได้ฉายภาพใหญ่ถึงกรอบแนวคิดในการจัดทำงบประมาณของกระทรวง อว. โดยระบุว่า รัฐบาลชุดนี้มีวาระการทำงาน 4 ปี สิ่งที่กระทรวงพยายามทำคือการมองระยะยาว (Long-term) เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต แต่ในขณะเดียวกันก็ตระหนักดีว่าความเดือดร้อนของประชาชนนั้นรอไม่ได้ จึงเชื่อมโยงกรอบการทำงานเข้ากับ 2 มิติหลัก คือ มิติเศรษฐกิจและมิติสังคม

.

ในมิติด้านเศรษฐกิจ กระทรวง อว. ได้ใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) ที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น เพื่อดึงดูดการลงทุนและทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) ควบคู่ไปกับการสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่มีทักษะสูง โดยมุ่งเน้นการทำ Reskill และ Upskill ตลอดจนการเปลี่ยนโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็น “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” และศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) โดยมีโควทสำคัญที่ระบุว่า “วันนี้ความจริงแล้วเดินเข้ามา 1 วัน เขาก็ถือว่าเป็นนักเรียนเรา การทำให้มหาวิทยาลัยเป็นแพลตฟอร์มของโอกาส ก็คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์บ่มเพาะ”

.

นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังสนับสนุนให้มีกลุ่มผู้ให้ทุนหรือ Venture Capital เข้ามาอุดหนุนบริษัทตั้งใหม่ (Startup) ที่มีความเสี่ยงและธนาคารอาจยังไม่กล้าลงทุน พร้อมทั้งผลักดันให้มหาวิทยาลัยจัดตั้ง Holding Company เพื่อให้สามารถนำงานวิจัยไทยไปใช้ได้จริงเชิงพาณิชย์ และดึงดูดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เริ่มโครงการ Tech Diplomacy (การทูตเชิงเทคโนโลยี) เพื่อดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก โดยตั้งคำถามชวนคิดว่า “ทำไมเราไม่ดึงนักวิจัยเก่งๆ ที่อยู่ต่างประเทศ ทำไมเราไม่ใช้ความสามารถของคนต่างประเทศที่เขาอยากจะมาแก้ปัญหาในประเทศไทย”

.

สำหรับการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ศ.ดร.ยศชนัน แบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน คือ 

.1. เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดิม มุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เพื่อพยุงตัวเลข GDP ท่ามกลางบริบทการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ 2. เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ มุ่งเน้นการเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมมูลค่าสูง และการบริการขั้นสูง ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการขายองค์ความรู้และสิทธิบัตร โดยขณะนี้ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์และใช้กลไก “อว.ส่วนหน้า” เพื่อผลักดันสิทธิบัตรนานาชาติ (PCT) ให้รวดเร็วและมีมูลค่าสูงขึ้น

.

ในมิติด้านสังคมและนวัตกรรม ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่านวัตกรรมเชิงสังคมเป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุนเต็มรูปแบบ ปัจจุบันกระทรวงได้เชื่อมโยงหน่วยงานให้ทุนวิจัยเข้ากับกระทรวงกลาโหมเพื่อดูแลมิติด้านความมั่นคง และปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้ทุนจากระบบไซโล (Silo) มาเป็นแบบมุ่งเป้า (Mission-oriented) เพื่อให้เกิดการต่อยอดที่ครบวงจร นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยเตรียมนำระบบ Open Data และระบบฐานข้อมูลงานวิจัยแห่งชาติ (NRIIS) มาบูรณาการร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อสร้างเป็นแชทบอทแพลตฟอร์ม ให้ประชาชนหรือผู้ที่สนใจสามารถสืบค้นและตรวจสอบงานวิจัยทั่วประเทศได้อย่างโปร่งใส

.

ในตอนท้าย ศ.ดร.ยศชนัน สรุปโครงสร้างกรอบงบประมาณของกระทรวง อว. ว่าจะแบ่งเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ระบบนิเวศทางด้านนวัตกรรม 2. นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ 3. นวัตกรรมเพื่อสังคม และ 4. การพัฒนามหาวิทยาลัยให้ดีขึ้น โดยจะบริหารจัดการผ่าน 2 กองทุนหลัก คือ กองทุนอุดมศึกษา และกองทุน ววน. พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “งานวิจัยพื้นฐาน” (Basic Research) ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือองค์ความรู้พื้นฐาน องค์ความรู้วิจัยพื้นฐาน องค์ความรู้การศึกษาพื้นฐาน เป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้คนไทยสามารถที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้สู่ยุคใหม่”

.

ท้ายที่สุด ศ.ดร.ยศชนัน ยืนยันถึงการบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพลังงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในการผลักดันเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม อากาศสะอาด, SDG, Net Zero และ Nature Positive เพื่อส่งมอบงานวิจัยและสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับประเทศต่อไป

.

#พรรคเพื่อไทย #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์  #งบประมาณปี70 #ประชุมสภา