‘ชญาภา’ เปิด 3 แนวทางลดต้นทุนภาคเกษตร ชี้งบฯ ก.เกษตรฯ ถูกหั่น สวนทางความไม่แน่นอนของโลก แนะมุ่งเป้าจัดสรรงบพัฒนาพันธุ์ข้าว พัฒนาปุ๋ย และพัฒนาระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
30 มิ.ย. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 น.ส.ชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยชี้ว่า
ภาคการเกษตรกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรยังมีความผันผวน ส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับการจัดสรรงบประมาณในวงเงิน 122,842 ล้านบาท ซึ่งวงเงินงบประมาณลดลงจากปีที่แล้วคิดเป็นร้อยละ 7.58
เมื่อพิจารณาจากภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เป็นหน่วยงานหลัก ในการดูแลพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ทั้งด้านการลดต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร และการบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ จึงเห็นว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรที่จะได้รับงบประมาณที่สอดคล้องและเหมาะสมกับภารกิจ
“การจัดสรรงบประมาณไม่ควรเป็นการตัดลดงบที่กระทบต่อการดูแลเกษตรกร แต่ควรเป็นการเสริมศักยภาพให้สามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ” น.ส.ชญาภา กล่าว
น.ส.ชญาภา อภิปรายต่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรคือ การลดต้นทุนการผลิต เพราะการลดต้นทุนคือการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรโดยตรง โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุน 3 ด้านสำคัญ
ประการหนึ่งการลดต้นทุนด้านเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ดีถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการผลิตที่มีคุณภาพ แต่ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากยังต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาที่สูง
กรมการข้าว เป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยพัฒนาและผลิตพันธุ์ข้าวของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์วิจัยอยู่ทั้งหมด 27 แห่งกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ เพื่อทำหน้าที่ วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งผลิตและขยายเมล็ดพันธุ์คุณภาพสู่เกษตรกร อย่างไรก็ตามในปีงบประมาณ 2570 กรมการข้าวได้รับการจัดสรรงบประมาณลดลงกว่า 10.97% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพในการวิจัย พัฒนา และการกระจายเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้แก่เกษตรกร
น.ส.ชญาภา เห็นว่ากรมการข้าวควรได้รับการสนับสนุนงบประมาณ อย่างเพียงพอและเหมาะสมเพื่อยกระดับศูนย์วิจัยข้าวเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเมล็ดพันธุ์ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้การเพิ่มศักยภาพของศูนย์วิจัยข้าวในแต่ละภูมิภาคจะช่วยให้การวิจัยและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นไปอย่างรวดเร็ว และตรงตามความต้องการของพื้นที่
น.ส.ชญาภา อภิปรายต่อว่า ประการที่สองคือ การลดต้นทุนค่าปุ๋ย ที่ผ่านมามีการผลักดันโครงการปุ๋ยสั่งตัดซึ่งเป็นการทำงานบูรณาการร่วมกันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง อว. กระทรวงแรงงาน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตราคาปุ๋ยแพง ลดต้นทุนการผลิตและยกระดับเกษตรแม่นยำ โดยเป็นแนวทางที่ช่วยให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยให้ตรงตามสภาพของดิน
การทำปุ๋ยสั่งตัดนั้นจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์คุณภาพดินซึ่งปัจจุบันห้องปฏิบัติการเพื่อวิจัยคุณภาพดินทั่วประเทศมีเพียง 13 ห้องปฏิบัติการ ทำให้พี่น้องเกษตรกรต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างมากในการส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์และรอผลตรวจดิน ดังนั้นการผลักดันโครงการปุ๋ยสั่งตัดจะเกิดประสิทธิผล จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนงบประมาณที่เพียงพอทั้งการเพิ่มศักยภาพของห้องปฏิบัติการ การจัดหาอุปกรณ์ชุดตรวจดินที่ทันสมัย การเพิ่มจำนวนและพัฒนาศักยภาพของหมอดินอาสา ซึ่งเป็นกำลังหลักในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับพี่น้องเกษตรกร หากเกษตรกรสามารถใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพดิน จะถือเป็นการช่วยลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพของผลผลิตพร้อมทั้งลดผลกระทบต่อสุขภาพสิ่งแวดล้อมไปด้วย
ประการที่สามการลดต้นทุนด้านน้ำ น.ส.ชญาภา กล่าวว่า น้ำถือเป็นหนึ่งในทุนสำคัญของภาคการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทาน พี่น้องเกษตรกรยังคงมีภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในการสูบน้ำ ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตโดยตรง โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีสูบน้ำทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ รวมทั้งสิ้นประมาณ 3,540 แห่ง แต่กับพบว่าสถานีสูบน้ำที่ใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์มีสัดส่วนน้อย มีไม่ถึง 1% ของจำนวนทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยเรายังลงทุนในระบบสูบน้ำพลังงานทดแทนค่อนข้างน้อย
กรมชลประทานซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำ และพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศ ในปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรงบประมาณลดลงกว่า 8,750 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 9.98 ในขณะที่ประเทศไทยยังต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายของสถานการณ์เอลนีโญ ภาวะฝนทิ้งช่วง และภาวะภัยแล้งที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภารกิจของกรมชลประทานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงด้านน้ำและการดูแลภาคการเกษตรของประเทศ
ฉะนั้นจึงควรมีการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับภารกิจของกรมชลประทานเพื่อพัฒนาและปรับปรุงระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นรวมถึงการยกระดับสถานีสูบน้ำโดยเฉพาะการส่งเสริมการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของเกษตรกรเพิ่มโอกาสให้การเข้าถึงทรัพยากรน้ำได้อย่างเพียงพอ
“การลงทุนเพื่ออนาคตของภาคการเกษตรเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ดิฉัน เห็นความจำเป็นของการรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และหวังว่าข้อเสนอแนะจะได้รับการพิจารณาในรายละเอียดในชั้นกรรมาธิการวิสามัญต่อไป” น.ส.ชญาภา กล่าวย้ำ
#พรรคเพื่อไทย #ชญาภาสินธุไพร #ประชุมสภา #งบประมาณประจำปี2570
บทความที่เกี่ยวข้อง