รื้อโครงสร้างแก้จนเชิงรุก! ‘ศ.ดร.ยศชนัน’ ชูโมเดล Sandbox นำร่อง 20 จังหวัด ฉีกกรอบ ‘ทะเบียนคนจน’ สู่ ‘บัญชีโอกาส’ ดันอุตสาหกรรมอนาคต-ปฏิรูปการศึกษา หวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 19 กันยายน พรรคเพื่อไทยได้มีการจัดเวทีเสวนาเชิงปฏิบัติการภายใต้หัวข้อ “Sandbox แก้จน สู่ทางออกทั้งประเทศ” (Pheu Thai Member Talk x YPP Dialogue) ณ สำนักงานใหญ่พรรคเพื่อไทย ถนนวิภาวดีรังสิต กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค เป็นผู้บรรยายพิเศษ พร้อมด้วยนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและโฆษกพรรค รับหน้าที่ดำเนินรายการ ท่ามกลางความสนใจจากสมาชิกพรรคและกลุ่มเครือข่าย YPP ที่เข้าร่วมรับฟังอย่างเนืองแน่น

.

ศ.ดร.ยศชนัน ได้สะท้อนภาพปัญหาของระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยระบุถึงความล้มเหลวของการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เม็ดเงินมักกระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มยอดพีระมิด พร้อมเสนอแนวทาง “การขับเคลื่อนทางสังคมแบบขั้นบันได” ซึ่งหัวใจสำคัญคือการเชื่อมโยง (Connect) ห่วงโซ่เศรษฐกิจทุกระดับเข้าด้วยกัน ตั้งแต่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ไปจนถึงวิสาหกิจชุมชนและภาคการเกษตร ภาครัฐจำเป็นต้องสร้างกลไกที่เอื้อให้การเติบโตของธุรกิจระดับบน สามารถดึงภาคส่วนระดับล่างให้เติบโตตามไปพร้อมกันโดยอัตโนมัติ 

.

นอกจากนี้ วาระเร่งด่วนคือการพลิกMindset ของภาครัฐ จากเดิมที่มักใช้การตีตราประชาชนผ่านคำว่า “ทะเบียนคนจน” ให้เปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้าง “ทะเบียนโอกาส” เนื่องจากความยากจนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติของการขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ยังครอบคลุมถึงการถูกลิดรอนสิทธิทางสาธารณสุขและโอกาสในการเข้าถึงแหล่งความรู้ การนำร่องใช้บัญชีหรือทะเบียนโอกาสจะช่วยกำหนด Pathway ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นรูปธรรม ว่ารัฐจะสามารถส่งมอบโอกาสเพื่อเลื่อนสถานะทางสังคมให้แก่พวกเขาได้อย่างไรบ้าง

.

สำหรับ Action Plan ขณะนี้ได้เดินหน้าโครงการนำร่อง แล้วในพื้นที่ 20 จังหวัด โดยบูรณาการกลไกของสถาบันอุดมศึกษาเชิงพื้นที่ อาทิ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ผนึกกำลังร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และผู้นำชุมชน ลงพื้นที่ปูพรม “เอ็กซเรย์รายบุคคล” เพื่อค้นหาประชาชนที่ตกหล่นจากสวัสดิการแห่งรัฐ เมื่อพบกลุ่มเป้าหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสวมบทบาทพี่เลี้ยงในการอำนวยความสะดวกด้านเอกสารเพื่อดึงเข้าสู่ระบบสวัสดิการทันที พร้อมจัดส่งบุคลากรลงพื้นที่ฝึกอบรมวิชาชีพพื้นฐานให้แก่กลุ่มที่ขาดแคลนทักษะ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เขาสามารถยืนหยัดสร้างรายได้ด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการผลักดันแนวคิด “Local Growth Engine” เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก โดยตั้งเป้าให้ชุมชนผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 

.

ทั้งนี้ หากชุมชนใดขาดแคลนเครื่องจักรหรือนวัตกรรม ภาครัฐและสถาบันอุดมศึกษาจะนำ “เทคโนโลยีที่เหมาะสม” (Appropriate Technology) เข้าไปอุดช่องโหว่ดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันเห็นผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์แล้วหลายพื้นที่ เช่น การมอบเตาเผาไบโอชาร์ไร้ควันเพื่อลดมลพิษทางการเกษตร การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแปรรูปอาหารทะเลสนับสนุนกลุ่มแม่บ้านในภาคใต้ รวมถึงการเร่งติดตั้งระบบ Telemedicine ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บนพื้นที่ดอยสูง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและลดภาระการเดินทางเข้าเมือง

.

ในช่วงท้ายของการเสวนา ศ.ดร.ยศชนัน และผู้ร่วมเสวนา ได้ขยายภาพการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระดับมหภาค โดยชี้ให้เห็นว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวข้าม ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine) ที่มุ่งเป้าสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงแห่งอนาคต ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Scientific Wellness) การบำบัดด้วยเซลล์และยีน วิทยาการหุ่นยนต์ เทคโนโลยีอวกาศ พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เทคโนโลยีชีวภาพ ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์

.

พร้อมกันนี้ ยังเตรียมผลักดันยุทธศาสตร์การสร้าง ‘อธิปไตยด้านเอไอ’ โดยผนึกกำลังกับหน่วยงานอย่าง NECTEC หรือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและหั่นต้นทุนค่าใช้จ่ายจากต่างชาติ ขณะเดียวกันในระดับพื้นที่ จะมีการปรับโครงสร้างบทบาทของมหาวิทยาลัยให้ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ” (Science Park) เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดให้แก่กลุ่มเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ พร้อมเปิดพื้นที่ระดมสมอง จับคู่คนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดสร้างสรรค์กับกลุ่มนักลงทุน เพื่อสนับสนุนแหล่งทุนและต่อยอดไอเดียให้กลายเป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนได้จริง

.

อีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการ “ตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น” คือการรื้อระบบการศึกษาของชาติใหม่ทั้งระบบ โดยปรับเปลี่ยนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ง่ายเช่นเดียวกับการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเตรียมดึงหน่วยงานอย่างสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (OKMD) ตลอดจน Museum Siam และ TK Park เข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระจายองค์ความรู้และเทคโนโลยีลงสู่ชุมชน 

.

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การประเมินผู้เรียน จากการตั้งคำถามผ่านผลสอบว่า “เด็กคนนี้เก่งหรือไม่” ไปสู่การค้นหาว่า “เด็กมีความถนัดด้านไหน” พร้อมดึงเทคโนโลยี AI มาช่วยออกแบบหลักสูตรการศึกษาเฉพาะบุคคลแบบ 1 ต่อ 1 โดยพลิกบทบาทของครูผู้สอนให้เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก เพื่อผลักดันให้เยาวชนเติบโตเข้าสู่วิชาชีพที่สอดคล้องกับศักยภาพ ซึ่งทุกองค์ประกอบที่กล่าวมานี้ นับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการรื้อโครงสร้างความยากจน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมได้ในอนาคต

.

#พรรคเพื่อไทย #ยศชนันวงศ์สวัสดิ์ #PheuThaiMemberTalk #YPPDialogue