‘จาตุรนต์’  เร่งรัฐบาลทำ ‘แผนแม่บทระดับชาติ’ ลดเหลื่อมล้ำการศึกษา ชี้เด็กหลุดนอกระบบยังเป็นปัญหาใหญ่–อย่าผลักภาระให้ กสศ. แก้ลำพัง

.

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณารับทราบรายงานประจำปี 2567 และ 2568 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยเสนอให้รัฐบาลนำข้อค้นพบและบทเรียนของ กสศ. ไปขยายผลให้ครอบคลุมทั้งระบบ ด้วยการจัดทำ “แผนแม่บทระดับประเทศ” (Master Plan) ด้านความเสมอภาคทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่มีเจ้าภาพชัดเจน มีงบประมาณถาวร มีระบบข้อมูลรายคน มีระบบเตือนล่วงหน้า จัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นจริงของเด็กและพื้นที่ และมีตัวชี้วัดว่าลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่ เพราะการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของกองทุนใดกองทุนหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของรัฐบาลทั้งระบบ และเป็นการลงทุนกับอนาคตของประเทศโดยตรง

.

ทำแผนแม่บทระดับชาติ ลดเหลื่อมล้ำทั้งระบบ ไม่ใช่ปะผุรายโครงการ 

.

นายจาตุรนต์ย้ำว่า ปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษายังเป็นปัญหาใหญ่ และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจและภัยพิบัติ จึงไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของ กสศ. เพียงลำพัง เพราะ กสศ. มีงบประมาณและกำลังคนจำกัด ดูแลเด็กได้ราวปีละ 1.4 ล้านคน ขณะที่เด็กยากจนและเปราะบางทั้งประเทศมีมากกว่านั้นหลายเท่า

.

นายจาตุรนต์เสนอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างงบประมาณการศึกษาที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน จากเดิมที่เน้นงบประจำ การก่อสร้างอาคาร และจัดสรรแบบรายหัว มาเป็นการจัดสรรตามความจำเป็นจริง (Differentiated Financing) โดยคำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจของผู้เรียน ครอบครัว ชุมชน และต้นทุนที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ เนื่องจากโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลมีค่าใช้จ่ายคงที่ที่จำเป็น แต่กลับได้รับเงินอุดหนุนน้อยเพราะมีนักเรียนน้อย พร้อมเสนอให้นำหลักการประเมินผลกระทบด้านความเสมอภาค (Equity Impact Assessment) มาใช้ โดยก่อนอนุมัติงบประมาณทุกครั้งต้องตอบให้ได้ว่างบก้อนนั้นช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่

.

นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลตั้งงบประมาณประจำและต่อเนื่องสำหรับเด็กกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะ ไม่จัดแบบโครงการนำร่อง ครอบคลุมทั้งทุนเสมอภาค ค่าเดินทาง ค่าอาหาร การเรียนเสริม การแนะแนวอาชีพ การดูแลสุขภาพกายใจ และการช่วยเหลือครอบครัวยากจน เพราะการลงทุนตั้งแต่ต้นทางถูกกว่าการตามแก้ปลายทางมาก และให้ใช้ข้อมูลเด็กรายคนเป็นฐานข้อมูลกลางในการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าและบูรณาการข้ามกระทรวง เพราะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเชื่อมโยงกับปากท้อง สุขภาพ การเดินทาง ที่อยู่อาศัย และภัยพิบัติ จึงต้องมีหลายกระทรวงเป็นเจ้าภาพร่วมกัน

.

ความเหลื่อมล้ำสองชั้น: ไม่ใช่แค่หลุด–ไม่หลุด แต่เรียนแล้วได้คุณภาพไหม 

.

สำหรับข้อค้นพบสำคัญ นายจาตุรนต์กล่าวว่า รายงานของ กสศ. ทำให้เห็นปัญหาความไม่เสมอภาคทางการศึกษา เห็นวิธีการ และเห็นช่องทางแก้ปัญหาได้ชัดเจน โดยการเชื่อมโยงข้อมูล 11 หน่วยงาน พบเด็กหลุดออกจากระบบมากกว่า 1 ล้านคน และเมื่อรัฐบาลนำข้อค้นพบของ กสศ. ไปขับเคลื่อนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็นำเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้กว่า 340,000 คนในปี 2567 และอีกกว่า 334,000 คนในปี 2568 ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนในตัวเองว่ายังมีเด็กไม่กลับเข้าระบบอีกจำนวนมาก โดยในปี 2568 ยังพบเด็กราว 603,095 คนที่ยังหลุดออกจากระบบ

.

นายจาตุรนต์ชี้ว่า ปัญหาที่ยังไม่จบคือความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจและภัยพิบัติ โดยมีโรงเรียนกว่า 5,500 แห่งได้รับผลกระทบและเสี่ยงทำให้เด็กหลุดออกจากระบบเพิ่มขึ้น พร้อมเตือนว่าบทเรียนช่วงโควิด-19 ที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ทำให้เด็กจำนวนมากหลุดออกจากระบบและเด็กที่ยังอยู่ในระบบก็สูญเสียโอกาสอย่างไม่เท่าเทียมกัน คำถามคือจะทำอย่างไรไม่ให้เดินซ้ำรอยอดีต และจะไม่ให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นได้อย่างไร

.

นายจาตุรนต์ยังเน้นว่า ความเหลื่อมล้ำเป็น “สองชั้น” คือ ชั้นแรกหลุดหรือไม่หลุดจากระบบ และชั้นที่สองคือเด็กที่ยังอยู่ในระบบ โดยเฉพาะเด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก พื้นที่ห่างไกล และครอบครัวยากจน ก็ยังได้รับโอกาสและคุณภาพการเรียนรู้ไม่เท่าเด็กในเมือง ปัญหาจึงไม่ได้มีแค่ว่าได้เรียนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเรียนแล้วได้คุณภาพพอจะแข่งขันได้จริงในอนาคตหรือไม่

.

ดัน กสศ. เป็น ‘ผู้นำทาง’ ไม่ใช่ ‘ผู้แบก’ ทั้งประเทศ 

ในส่วนข้อเสนอต่อ กสศ. นายจาตุรนต์เห็นว่าควรส่งเสริมให้ กสศ. ทำหน้าที่เป็น “ผู้นำทาง” ที่คิดค้นและพิสูจน์วิธีที่ได้ผล เช่น โรงเรียนมือถือ การจัด 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ และโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น แล้วส่งต่อให้รัฐบาลและหน่วยงานใหญ่นำไปขยายผล รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลและความรู้กลางที่ชี้เป้าและหนุนให้พื้นที่แก้ปัญหาตามสภาพจริง พร้อมฝากประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไว้กับ กสศ. โดยเตือนว่าหากไม่ระวัง AI จะกลายเป็นตัวเร่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาชั้นใหม่ระหว่างเด็กที่เข้าถึงเทคโนโลยีกับเด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกล

.

นายจาตุรนต์สรุปว่า แม้ปัญหาเหล่านี้จะได้รับการดูแลมาพอสมควร แต่ยังไม่ครอบคลุมและไม่ทันกับปัญหาที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงต้องทำสองเรื่องไปพร้อมกัน คือหนุน กสศ. ให้เป็นผู้นำทางและทำงานเชิงลึกอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันต้องนำข้อมูลและบทเรียนเหล่านี้ไปจัดทำแผนแม่บททั้งระบบ เพราะการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นภารกิจของรัฐบาลทั้งระบบ และเป็นการลงทุนกับอนาคตของประเทศโดยตรง

.

#พรรคเพื่อไทย #จาตุรนต์ฉายแสง #การศึกษา #ประชุมสภา #ทุนมนุษย์