‘สส.มนพร’ ชี้ช่องว่างงบ ก.เกษตร แนะจัดสรรให้ถูกจุดตรงเป้า เพื่อชีวิตเกษตรกรยืนหยัดได้ ให้คนไทยก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ด้วยกัน

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 1

นางมนพร กล่าวว่า ในส่วนของงบประมาณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 120,603,160,600 บาท และเงินนอกงบประมาณจำนวน 351,000,000 บาท นอกจากจะใช้เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรแล้ว ยังจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนทุกคนในประเทศ จะเห็นได้ว่าราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่าความมั่นคงทางอาหารของคนไทย และเสถียรภาพรายได้ของเกษตรกรกว่า 10 ล้านครัวเรือน ผูกติดกันอย่างแยกไม่ได้ และหากเกษตรกรไม่สามารถยืนอยู่ได้อย่างแข็งแรง ต้นทุนชีวิตของคนไทยทั้งประเทศย่อมพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน”

วันนี้เกษตรกรไทยยืนอยู่ท่ามกลางพายุที่กระหน่ำซ้ำเติมในหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นมิติของต้นทุนการผลิต ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง ที่ดันราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้นถึง 15-20% เกษตรกรไทยกำลังเผชิญกับสภาวะที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ทั้งหน้าดินที่เสื่อมโทรม บังคับให้ต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อรักษาผลผลิตจำนวนเท่าเดิม ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถึงสองเท่า แต่ราคาขายกลับไม่ได้ขึ้นตาม นี่คือเหตุผลที่นโยบายลดต้นทุนการผลิต ในการเข้าถึงถึงราคาปุ๋ยที่เป็นธรรม และการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ คือสิ่งที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับพี่น้องชาวเกษตรกร ต่อด้วยมิติในการแข่งขันระดับโลก

จากกรณีจีนแบนทุเรียนไทยจากมาตรฐานความปลอดภัยในการตรวจสอบย้อนหลัง ที่สร้างมูลค่าความเสียหายกว่าร้อยล้านบาท และกติกาโลกใหม่อย่าง EUDR (มาตราการทางการค้าที่กำหนดให้สินค้าเกษตรและผลิตภัณท์ 7 กลุ่ม ที่จะส่งออกไปยังยุโรปและ CBAM (มาตราการการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรหมแดนของสหภาพยุโรป) ที่กำลังจะทยอยปิดประตูสินค้าเกษตรไทยทั้งหมด ถ้าเราไม่รีบเร่งยกระดับมาตรฐานของสินค้าและสุดท้ายคือมิติความเสี่ยงทางด้านภูมิอากาศ 

ที่เห็นกันชัดเจนจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ในปีก่อน ว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 2.78 ล้านคนซ้ำร้ายปรากฏการณ์เอลนีโญที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญ ก็มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่กลางปีนี้จนถึงปีหน้า วิกฤตสภาพอากาศกำลังทำลายเสถียรภาพของผลผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ และในท้ายที่สุดสิ่งเหล่านี้่ก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่อง ไปจนถึงต้นทุนราคาอาหารของประชาชนคนไทยที่อยู่ปลายน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในบริบทเช่นนี้ งบประมาณก้อนนี้คือภาพสะท้อนเดียวที่รัฐบาลมีให้เกษตรกร หรือหากกลไกสนับสนุนฐานรากนี้อ่อนแอ ไม่ใช่เพียงแค่เกษตรกรที่เดือดร้อน แต่คือปากท้องและความมั่นคงของคนไทยทั้งประเทศ

ก่อนอื่นตนขอชื่นชมทางรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้วางแนวคิดและขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกเพื่อลดภาระ และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ประชาชน โดยในด้านผลสำเร็จที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น ตัวเลขการส่งออกสินค้าเกษตรในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่เกินดุลราว 195 ล้านบาท จากมูลค่าการส่งออกกว่า 356 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าฐานการผลิตของไทยยังแข็งแกร่ง และภาคการเกษตรยังเป็นเสาหลักของการผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศ

เรื่องที่สองคือการนำ Agri-Map (ระบบแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก) มาใช้บริหารจัดการพื้นที่ทำกินที่ไม่เหมาะสมกว่า 1.18 ล้านไร่ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินสามารถดำเนินการปรับเปลี่ยนไปได้แล้วกว่า 7 แสนไร่ ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง

แต่การมีทิศทางที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากการจัดสรรงบประมาณในรายละเอียดระดับปฏิบัติการยังไม่สอดรับกับเป้าหมายใหญ่ แม้จะเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเพิ่มงบประมาณให้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรช (องค์การมหาชน) (สวก.) เป็นเงิน 130 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 355% เพื่อวิจัยพันธุ์พืชทนแล้ง และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจในการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนภาคเกษตรให้สอดรับกับกติกาการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อม 

แต่การลงทุนเพื่ออนาคตส่วนนี้จะทำสำเร็จได้อย่างไร หากโครงสร้างฐานรากในปัจจุบันยังไม่ได้รับการจัดสรรอย่างถูกต้อง สิ่งที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามคำมั่นสัญญาที่เราได้ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน ใน 3 ประเด็นสำคัญ 

ประเด็นแรก คือ ฐานข้อมูลและการส่งเสริมที่ยังไปไม่ถึงเกษตรกร หากเป้าหมายคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ สิ่งแรกที่ต้องมีก่อนคือข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำและบูรณาการอย่างเป็นระบบ แต่ปัจจุบันสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะสมองข้อมูลของกระทรวงยังคงทำงานแบบแยกส่วน ขาดภาพรวมของระบบเกษตรทั้งหมด ขณะที่กรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งมีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสมือนเป็นสะพานเชื่อมในการนำนโยบายส่งมอบให้ถึงมือชาวบ้าน ได้รับงบรวม 5,674 ล้านบาท 

แต่ในจำนวนนั้นกว่าร้อยละ 70 หรือ 3,973 ล้านบาท เป็นงบบุคลากรจึงเหลืองบดำเนินงานลงพื้นที่จริงเพียง 1,043 ล้านบาท เมื่องบดำเนินงานมีสัดส่วนน้อยเช่นนี้ โครงการสำคัญอย่างแปลงใหญ่ งบเกษตรเทคโนโลยีในพื้นที่เหมาะสม และงบตลาดต่างประเทศจึงไม่ได้รับการจัดสรรอย่างเพียงพอ ถ้าผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนงาน ระบบ Agri-Map และนวัตกรรมอัจฉริยะต่าง ๆ ที่รัฐบาลลงทุนไปมหาศาล ก็จะยังคงอยู่เพียงในระบบคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถส่งตรงถึงมือเกษตรกรรายเล็กในพื้นที่จริงได้

ประเด็นที่สอง ในการยกระดับเกษตรกรรมสู่มูลค่าสูงและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากล ล้วนต้องอาศัยฐานรากของพันธุ์พืชที่ดี และระบบตรวจสอบที่เชื่อถือได้ แต่งบประมาณในรายละเอียดกลับสวนทางกับเจตนานั้น กรมการข้าวได้รับงบประมาณรวม 3,948 ล้านบาท แต่งบส่วนใหญ่ 1,951 ล้านบาท กลับไปผูกพันจากงบประมาณปี 2569 มาอยู่กับงบลงทุนด้านเครื่องจักร และโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่โครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งส่งผลโดยตรงถึงเกษตรกรรายเล็กกลับได้รับงบเพียง 487 ล้านบาท โครงการข้าวคาร์บอนต่ำที่ตั้งเป้าหมายไว้ 1 ล้านไร่ ได้งบเพียง 76 ล้านบาท และโครงการ biomass จัดการเศษวัสดุเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 กลับได้งบเพียง 43 ล้านบาทเท่านั้น 

เช่นเดียวกับกรมวิชาการเกษตรที่ได้รับงบ 3,792 ล้านบาท แต่ข้อเท็จจริงคือกว่าร้อยละ 58 หรือ 2,212 ล้านบาท เป็นงบบุคลากร จึงทำให้เหลืองบสำหรับโครงการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชสู่ความเป็นเลิศซึ่งเป็นงานวิจัยยกระดับสินค้าส่งออกระยะยาวราว ๆ 65 ล้านบาทเท่านั้น และงบดำเนินงานมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นใบเบิกทางสำหรับการส่งออกก็ลดลงเช่นเดียวกัน ขณะที่ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และระบบ NSW สำหรับสินค้าเกษตร ซึ่งพวกเราเพิ่งเห็นปัญหาการปนเปื้อนในทุเรียนส่งออกกันไปหมาดๆ แต่กลับไม่ได้รับงบสนับสนุนที่เพียงพอเราสัญญากับประชาชนว่าจะยกระดับสินค้าเกษตรไทย แต่การจัดสรรงบประมาณในส่วนการสร้างมูลค่าให้สินค้าและความน่าเชื่อถือตรงนี้ยังสะท้อนภาพคำสัญญานั้นได้ไม่ชัดเจน

ส่วนประเด็นสุดท้าย ความเสี่ยงในการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว จากการที่กรมปศุสัตว์ถูกปรับลดงบประมาณรวม 130 ล้านบาท ส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบการผลิตอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณผลิตและกระจายพันธุ์สัตว์ดีราคาประหยัดให้แก่เกษตรกรรายย่อย ที่ถูกปรับลดจนทำให้เป้าหมายการผลิตลดลงหายไปกว่า 107,800 ตัว

การที่กลไกของรัฐไม่สามารถสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่ต้นน้ำส่วนนี้ได้ จึงเป็นการบีบบังคับให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการจัดหาพันธุ์สัตว์จากภาคเอกชน ซ้ำร้ายงบประมาณด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ก็ถูกปรับลดลงเช่นกัน ทำให้จำนวนตัวอย่างการตรวจสอบลดลงกว่า 15,000 ตัวอย่างต่อปี การลดทอนความเข้มงวดในกระบวนการควบคุมคุณภาพนี้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้า และหากมาตรฐานสินค้าไทยยังคงถูกตั้งคำถาม ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะส่งผ่านและสร้างความเสียหายต่อเกษตรกรตลอดจนผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“สิ่งที่ดิฉันนำเสนอทั้งหมดนี้ไม่ใช่การปฏิเสธการจัดสรรงบประมาณ แต่เป็นการชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่สภากำลังพูดอยู่ว่าจะทำ กับสิ่งที่ได้จัดสรรงบประมาณจริง เพราะเจตนาอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่เราต้องมีทรัพยากรสนับสนุนที่ตรงจุดกับความต้องการของประชาชนด้วย”

สิ่งที่เราได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชนเรื่องลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ขยายโอกาส ทั้งเรื่องการลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผ่านการเข้าถึงปุ๋ย และเมล็ดพันธุ์ดีในราคาที่เป็นธรรม ทั้งการยกระดับรายได้เกษตรกรให้พึ่งพาตนเองได้มากยิ่งขึ้น และสัญญาว่าจะดูแลคุณภาพชีวิตและปากท้องของพวกเขา และจะต้องผลิดอกออกผลจริงในไร่นา เพิ่มเงินในกระเป๋าเงิน มีการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ 

ความอยู่รอดของภาคเกษตรกรรมไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือรากฐานของคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ หากพี่น้องเกษตรกรไทยสามารถยืนหยัดและอยู่รอดได้ ประชาชนทุกภาคส่วนในประเทศก็จะสามารถก้าวผ่านวิกฤตเศรษฐกิจนี้ไปได้ด้วยกัน

#เพื่อไทย #มนพรเจริญศรี #งบประมาณปี70 #กระทรวงเกษตร #ประชุมสภา