‘สส.ณัฐธิดา’ เสนอยกระดับเทคโนโลยี ‘ธนาคารน้ำใต้ดิน’ เป็นหลักประกันความมั่นคงด้านน้ำ ชูกระจายงบให้ท้องถิ่นดูแลแหล่งน้ำขนาดเล็ก แก้ไขภัยพิบัติหน้างานได้ทันท่วงที

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 1 ในประเด็นเรื่องการบริการจัดการน้ำ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

น.ส.ณัฐธิดา กล่าวว่า สำหรับประเทศเกษตรกรรมอย่างไทย “น้ำ” คือเส้นเลือดใหญ่ที่ขับเคลื่อนชีวิต ปากท้อง และเศรษฐกิจฐานรากของคนทั้งประเทศ อย่างที่เราได้รับปากกับพี่น้องประชาชนไว้ว่า เราจะแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งระบบ ไม่ว่าจะน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพราะหากวันใดที่ระบบน้ำของประเทศพังลง ไม่ใช่แค่เกษตรกรที่เดือดร้อน แต่หมายถึงเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจทุกตัวของไทยจะหยุดชะงักลงทันที

วันนี้วิกฤตการณ์โลกและความผันผวนในระดับสากล ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในมิติความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์เพียงเท่านั้น แต่กำลังเร่งปฏิกิริยาให้เกิดสภาวะ ‘โลกเดือด’ จนนำไปสู่ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงจนคาดเดาได้ยาก ความท้าทายในปัจจุบันจึงกำลังสะท้อนออกมาในรูปแบบของ ‘สภาพอากาศสุดขั้ว’ (Extreme Weather) วงจรของเอลนีโญและลานีญาสลับขั้วอย่างรวดเร็วจนระบบธรรมชาติปรับตัวไม่ทัน เรากำลังเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วงที่ยาวนาน แต่เมื่อถึงคราวฝนตก กลับเทถล่มลงมาในปริมาณมหาศาลเพียงชั่วข้ามคืน มากเกินกว่าขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานเดิมจะรองรับได้

สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ใหญ่ ที่ระบบการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยกำลังถูกท้าทายอย่างหนัก ภาพสะท้อนที่เด่นชัดที่สุดคือ อุทกภัยที่หาดใหญ่ในปีที่ผ่านมา ย่านเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ต้องเผชิญกับมวลน้ำหลาก พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การบริหารจัดการน้ำในรูปแบบเดิมหรือการตั้งรับหน้างาน ไม่เพียงพอที่จะรับมือกับบริบทความรุนแรงในมิติใหม่นี้ได้อีกต่อไปแล้ว

ก่อนอื่นขอชื่นชมและสนับสนุนทิศทางนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ผ่านการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างชัดเจนในการให้ความสำคัญกับ “บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติ”  พร้อมทั้ง 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ของท่านรัฐมนตรีที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตน้ำอย่างเต็มศักยภาพ

แต่ในทางปฏิบัติ กลไกหลักที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ให้สำเร็จได้จริงคือ กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานด่านหน้าที่ทำหน้าที่ในการควบคุมเสถียรภาพน้ำของประเทศ กรมชลฯต้องดูแลพื้นที่ชลประทานถึง 28.33ล้านไร่ ครอบคลุม 76 จังหวัด บริหารจัดการอาคารชลประทานที่เป็นทั้งเขื่อน ฝาย ประตูระบายน้ำรวมกว่า 115,000 แห่ง และต้องบำรุงรักษาคลองส่งน้ำ-คลองระบายน้ำที่มีความยาวรวมกันเกือบ 35,000 กิโลเมตร โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นทั้งระบบระบายน้ำเพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจในฤดูน้ำหลาก และระบบกักเก็บน้ำเพื่อเพื่อสู้กับภัยแล้ง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการซ่อมบำรุง ขุดลอก และยกระดับประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องทุกปี หากกลไกส่วนนี้เกิดความบกพร่องแม้เพียงจุดเดียว ความเสียหายจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจภาพรวมทันที

แม้ทิศทางนโยบายของท่านรัฐมนตรีจะถูกต้อง แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ดิฉันมีข้อสังเกตสำคัญว่า โครงสร้างงบประมาณในภาคปฏิบัติกลับจัดสรรสวนทางกับเป้าหมายที่ประกาศไว้ กรมชลประทานได้รับงบรวม 78,947 ล้านบาท แต่ในจำนวนนั้นเป็นงบลงทุน 71,972 ล้านบาท (91%) ซึ่งส่วนใหญ่ผูกติดกับภาระผูกพันโครงการที่ดำเนินการอยู่แล้ว เหลืองบดำเนินงานสำหรับบำรุงรักษาระบบที่มีอยู่ทั้งหมดเพียง 959 ล้านบาท หรือเพียง 1.2 % ของงบรวม ในร่างงบฉบับนี้ งบป้องกันและซ่อมแซมโครงการจากอุทกภัยถูกปรับลดลง 100% งบพัฒนาแก้มลิงรับน้ำลดลงราว 59% งบขุดลอกอ่างเก็บน้ำลดลงราว 38% และงบกำจัดวัชพืชในทางน้ำซึ่งปีนี้มีงบเพียง 139 ล้านบาท ลดลงถึง 45% 

ยิ่งไปกว่านั้นงบประมาณผูกพันเดิมจากปีก่อนหน้า ส่งผลต่องบประมาณลงทุนสำหรับงานใหม่และงานบำรุงรักษาในพื้นที่วิกฤตอย่างมาก ทั้งโครงการชลประทานที่มีกำหนดการจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จเพื่อเปิดใช้งานในปี 2570 จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 29 รายการ แต่ร่างงบนี้จัดสรรเงินให้สามารถเดินหน้าต่อได้จริงเพียง 16 รายการเท่านั้น และมีถึง 13 โครงการที่ทำมาเกือบจะเสร็จแล้วต้องชะลอตัวลง ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการลงทุนที่ค้างคาอยู่กว่า 675 ล้านบาท 

จึงเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณที่ดี จะต้องยึดเอาชีวิตและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะงบที่ลดลงส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่กายภาพที่เป็นจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ทั้งสุโขทัย พิษณุโลก ลุ่มน้ำยม-น่าน และบางระกำ ซึ่งงบชลประทานที่จัดสรรให้พื้นที่เหล่านี้รวมกันได้ราว 300 ล้านบาทเท่านั้น และภาคใต้ทั้งภาคได้รับงบเพียง 712 ล้านบาท ทั้งที่น้ำท่วมภาคใต้เพิ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชนไปกว่า 2.78 ล้านคน พื้นที่เหล่านี้ต้องการระบบการจัดการน้ำเชิงยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่อง ทั้งทางระบายน้ำ แก้มลิง และประตูระบายน้ำขนาดเล็กตามลำน้ำสาขา โครงการเหล่านี้อาจดูเป็นโครงการขนาดเล็ก วงเงินไม่สูง แต่กลับเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของระบบลุ่มน้ำ การปล่อยให้โครงการในพื้นที่ยุทธศาสตร์เหล่านี้หลุดงบหรือค้างคา สิ่งนี้จะกลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ระบบบริหารจัดการน้ำล้มเหลว และนำมาซึ่งความเสียหายมหาศาลต่อปากท้องของประชาชนในฤดูน้ำหลากที่จะถึงนี้

การร่วมอภิปรายในวันนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนเจตนาที่จะติติงหรือตำหนิการทำงานของหน่วยงานใด แต่มาด้วยความตั้งใจที่จะนำเสนอข้อมูลหน้างานเพื่อร่วมเติมเต็มและปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน จึงขอเสนอแนวทางเชิงสร้างสรรค์ 4 ประการ พื่อนำไปประกอบการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ต่อไป

ประการแรก การปรับปรุงและจัดลำดับความสำคัญในส่วนงานบำรุงรักษาด่านหน้าเผชิญเหตุ ขอเสนอให้มีการทบทวนและเติมเต็มงบประมาณในงานบำรุงรักษา งานเผชิญเหตุฉุกเฉิน งบขุดลอก และงบกำจัดวัชพืชกลับมาให้เต็มศักยภาพ เพราะเม็ดเงินส่วนนี้ไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือย แต่คืองบประมาณเพื่อความปลอดภัยสาธารณะของประชาชน

ประการที่สอง การยกระดับเทคโนโลยีธนาคารน้ำใต้ดินและการเติมน้ำใต้ดินเชิงยุทธศาสตร์  ขอเสนอให้กระทรวงฯ จัดสรรงบประมาณเพื่อศึกษา วางรากฐาน และขยายผลระบบการเติมน้ำใต้ดินอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อแปรเปลี่ยนวิกฤตน้ำหลากหลั่งในฤดูมรสุม ให้กลายเป็นการกักเก็บน้ำสะอาดไว้ในชั้นบาดาล เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำให้พี่น้องเกษตรกรมีน้ำบาดาลไว้ใช้ตลอดฤดูกาลแล้ง

ประการที่สาม การบูรณาการระบบเทคโนโลยีน้ำอัจฉริยะเข้ากับความพร้อมทางกายภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยจะทำงานได้อย่างแม่นยำเต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพในพื้นที่จริงอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จึงเสนอให้มีการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) เชิงตัวเลขที่ชัดเจนว่า ภายในปี 2570 โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เป้าหมายจะได้รับการปรับปรุงควบคู่กันไปในสัดส่วนเท่าใด เพื่อให้การลงทุนด้านนวัตกรรมเกิดความคุ้มค่าสูงสุดและไม่แยกส่วนจากความเป็นจริงหน้างาน

ประการสุดท้าย การกระจายอำนาจการบริหารจัดการน้ำสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน ขอเสนอให้กระทรวงฯ ใช้กลไกงบประมาณปี 2570 เป็นตัวเร่งในการถ่ายโอนองค์ความรู้ นวัตกรรม และงบประมาณหนุนเสริม เพื่อยกระดับขีดความสามารถให้แก่กลุ่มผู้ใช้น้ำและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการดูแลรักษาแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ของตนเอง เพราะประชาชนในท้องถิ่นคือผู้ที่เข้าใจสภาพภูมิประเทศและความเดือดร้อนในพื้นที่มากที่สุด การเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดภาระงบประมาณผูกพันของส่วนกลางในระยะยาว และสร้างความคล่องตัวในการแก้ไขภัยพิบัติหน้างานได้อย่างทันท่วงที

สุดท้ายนี้ งบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำในวันนี้ ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนแผ่นกระดาษ หากแต่คือเสถียรภาพทางรายได้ของพี่น้องเกษตรกร คือความปลอดภัยของบ้านเรือนประชาชนที่ไม่ควรต้องเผชิญกับอุทกภัยซ้ำซาก และคือหลักประกันความมั่นคงของครอบครัวที่ไม่ควรต้องสูญเสียทรัพย์สินที่สร้างมา เพียงเพราะโครงสร้างป้องกันภัยพิบัติไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างเต็มที่ เม็ดเงินทุกบาทที่ถูกตัดทอนออกจากงบป้องกัน สุดท้ายจะย้อนกลับมาเป็นภาระก้อนโต ที่ประชาชนและรัฐต้องแบกรับร่วมกันในระยะยาว  ในรูปแบบของผลผลิตที่เสียหายและต้นทุนในการฟื้นฟูตัวเองจากภัยธรรมชาติที่ไม่รู้จักจบสิ้น 

ย้ำว่าหัวใจสำคัญของการบริหารบ้านเมืองคือ ‘ป้องกันเชิงรุก’ ตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อระงับความเสียหายล่วงหน้า ไม่ใช่การปล่อยให้เกิดภัยพิบัติ แล้วนำงบประมาณก้อนโตไปจ่ายเป็นเงินเยียวยาที่ปลายน้ำ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อสังเกตและตัวเลขจากงบประมาณที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในวันนี้ จะถูกนำไปพิจารณาอย่างละเอียดและโปร่งใสในชั้นกรรมาธิการ เพื่อให้เงินภาษีของประชาชนถูกจัดสรรกลับไปเป็นกลไกปกป้องชีวิตและความมั่นคงของพี่น้องเกษตรกรไทยในการแก้ไขปัญหาเรื่องสำคัญอย่างการจัดการน้ำทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

#เพื่อไทย #ณัฐธิดาเทพสุทิน #งบประมาณปี70 #กระทรวงเกษตร #บริการจัดการน้ำ #ประชุมสภา