ส่งนักรบไปศึกแต่ไม่ให้อาวุธไปสู้  ณัคนางค์ ชำแหละงบฯ แรงงาน งบพัฒนาฝีมือถูกลดกว่า 40% งบด้าน AI – EV ถูกหั่นเกลี้ยง หวังคณะกรรมาธิการวิสามัญแปรญัตติงบประมาณที่จำเป็นต่อการวางรากฐานทุนมนุษย์มูลค่าสูง


30 มิ.ย. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 น.ส.ณัคนางค์ กุลนาถศิริ สส. สุโขทัย พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงแรงงานโดยชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งระหว่างเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ต้องการพาประเทศมุ่งสู่เศรษฐกิจรายได้สูง กับการจัดสรรงบประมาณจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวไม่ต่างอะไรจากการตัดอนาคตและทลายเสถียรภาพการเติบโตของทุนมนุษย์ไทย เหมือนการการส่งนักรบไปออกศึกแต่ไม่ยอมมอบอาวุธให้ไปต่อสู้


น.ส.ณัคนางค์ ชี้ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤตถดถอยเรื้อรัง สะท้อนจากอัตราการเติบโตของ GDP ต่อหัวประชากรเฉลี่ยที่ลดลงมาอย่างน่าตกใจ จากร้อยละ 7.8 ต่อปีในช่วงทศวรรษปี 2530 ลดลงมาเหลือร้อยละ 3.9 และย่ำอยู่กับที่ในระดับต่ำเพียงร้อยละ 2.8 ต่อปีในรอบทศวรรษล่าสุด ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสมดุลรายได้ต่ำ-ทักษะต่ำ-เทคโนโลยีต่ำ 


ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อกลับมาพิจารณา ค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน ก็ยังถือว่าต่ำกว่าค่าครองชีพจริงที่แรงงานจะดำรงชีพได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งอยู่ที่ 563 บาทต่อวัน ถึง 40% ส่งผลให้นายจ้างไม่มีแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่านไปใช้เทคโนโลยี ซ้ำร้ายไทยกำลังจะเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ภายในปี 2576 หากไม่เร่งสร้างแรงงานทักษะสูงตั้งแต่วันนี้ ประเทศจะไม่มีทรัพยากรเหลือเพียงพอสำหรับประคับประคองวิกฤตประชากรในอนาคต


สส. ณัคนางค์ เสนอแนะว่า ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์การบริหารจัดการแรงงานอย่างสิ้นเชิงผ่านยุทธศาสตร์ 4 ประการ ประกอบด้วย การยกระดับบทบาทจากกระทรวงผู้ดูแลสวัสดิการแบบตั้งรับ ไปสู่การเป็นกระทรวงทุนมนุษย์มูลค่าสูง เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานทดแทนจำนวนประชากรวัยแรงงานที่ลดลง การสร้างระบบเศรษฐกิจงานที่ดี (Good Jobs Economy) โดยให้รัฐทำหน้าที่ออกแบบตลาดแรงงานใหม่ที่สร้างงานที่มีคุณค่า การเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชนไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะแบบความต้องการของตลาดนำ (Demand-Driven) และการผลักดันระบบสวัสดิการที่ยืดหยุ่นเพื่อคุ้มครองกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มและแรงงานอิสระ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในเศรษฐกิจยุคใหม่


อย่างไรก็ตาม สส. ณัคนางค์ ได้เปิดเผยตัวเลขไส้ในงบประมาณปี 2570 วงเงินรวม 72,848 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าตกใจอย่างมากเนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90.47 เป็นเงินอุดหนุนสมทบกองทุนประกันสังคมตามกฎหมายที่ตัดลดไม่ได้ ทำให้เหลือเม็ดเงินทำงานจริงของทุกหน่วยงานในกระทรวงแรงงานรวมกันเพียงร้อยละ 9.53 หรือไม่ถึง 7,000 ล้านบาทเท่านั้น 


ยิ่งไปกว่านั้น กรมพัฒนาฝีมือแรงงานซึ่งเป็นหัวเรือหลักกลับถูกหั่นงบประมาณหายไปถึงร้อยละ 40.63 ส่งผลให้โครงการสำคัญที่เป็นกระดูกสันหลังทางเทคโนโลยีของประเทศโดนปัดตกจนงบประมาณกลายเป็นศูนย์บาทถ้วน ไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาทักษะปัญญาประดิษฐ์ผ่านระบบ AI Sandbox มูลค่ากว่า 81 ล้านบาท โครงการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มูลค่า 75 ล้านบาท โครงการจ้างที่ปรึกษาสำรวจและวิเคราะห์ช่องว่างทักษะ มูลค่า 50 ล้านบาท รวมถึงโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านเมคคาทรอนิกส์ที่เป็นแกนกลางของยานยนต์ไฟฟ้าและหุ่นยนต์ มูลค่ากว่า 5.7 ล้านบาท 


ขณะที่โครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ก็โดนหั่นงบหายไป 13.5 ล้านบาท ทำเป้าหมายแรงงานหายไปทันที 3,000 คน ซึ่งถือเป็นความย้อนแย้งอย่างถึงที่สุดที่รัฐบาลประกาศบนเวทีโลกว่าจะทำยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจดิจิทัล แต่กลับตัดงบพัฒนาฝีมือแรงงานที่จะไปทำงานในอุตสาหกรรมเหล่านี้จนเกลี้ยง เสมือนการส่งนักรบไปออกศึกแต่ไม่ยอมมอบอาวุธไปต่อสู้


ในช่วงท้ายของการอภิปราย สส. ณัคนางค์ ได้ฝากความหวังไว้กับสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้ร่วมกันแก้ไขและกอบกู้อนาคตของแรงงานไทยกลับคืนมาผ่านกระบวนการแปรญัตติในวาระถัดไป โดยขอเสนอให้พิจารณาคืนเม็ดเงินจำนวน 225,550,000 บาท ซึ่งเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของงบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นดั่งเข็มทิศและมันสมองของประเทศในการสร้างแรงงานสมรรถนะสูง 


#พรรคเพื่อไทย #ณัคนางค์กุลนาถศิริ #ประชุมสภา #งบประมาณประจำปี2570