“ฐิติมา ฉายแสง” เพื่อไทย ติงงบปี 70 หั่น “งบวิจัย-ศึกษา” สวนทางเป้าหมายประเทศ ซัดเวียดนามจี้ติดอันดับ IMD ด้านการศึกษาแซงหน้าไทย ถามกลับ “อยากเป็นศูนย์กลาง AI แต่ลดงบสร้างคน แล้วไทยจะอยู่จุดไหนในโลกอนาคต?”
วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 1 นางฐิติมา ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายท้วงติงการจัดสรรงบประมาณที่อาจขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะในด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งถูกปรับลดงบประมาณลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 394,000 ล้านบาท ในปี 2569 เหลือเพียง 348,000 ล้านบาท หรือหายไปถึง 46,000 ล้านบาท ถือเป็นสัดส่วนการลดลงที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับยุทธศาสตร์อื่นๆ โดยพบว่าแผนการส่งเสริมที่สำคัญ ทั้งด้านการเกษตร คมนาคม วิจัย นวัตกรรม และ SME ถูกหั่นงบรวมกันกว่า 31,000 ล้านบาท ซึ่งนางฐิติมาได้ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “คำถามคือ แล้วเราจะแข่งขันกับประเทศอื่นยังไงคะ ดิฉันคุยกับเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา และพี่น้อง SME แทบทุกคนบ่นเหมือนกันหมดเลยว่าช่วงนี้สาหัสมาก สินค้าเกษตรก็ราคาตก SME ขายของไม่ได้ คนไม่มีงานทำ ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาลดงบประมาณในเรื่องสำคัญเหล่านี้ แล้วประเทศไทยจะมีขีดความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้นได้ยังไง”
.
ประเด็นที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือสถานการณ์การแข่งขันในระดับนานาชาติ แม้ผลการจัดอันดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของ IMD ในปี 2026 ไทยจะขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 26 แต่ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจได้ เพราะเวียดนามซึ่งเพิ่งเข้าร่วมการจัดอันดับเป็นปีแรก สามารถทะยานขึ้นมาจ่อคอหอยในอันดับที่ 27 ตามหลังไทยเพียงก้าวเดียว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจาะลึกถึงปัจจัยพื้นฐานอย่าง “ด้านการศึกษา” ตัวเลขกลับฟ้องชัดเจนว่าประเทศไทยร่วงหล่นไปอยู่อันดับที่ 52 ขณะที่เวียดนามนำหน้าไปถึงอันดับที่ 46 “ตัวเลขนี้กำลังสะท้อนว่าการพัฒนาคนของประเทศไทยแพ้เวียดนามไปแล้ว เราแพ้เค้า 6 อันดับเลยค่ะ” นางฐิติมา ระบุ
.
แม้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการวิจัยจะเป็นจุดอ่อน แต่การจัดสรรงบประมาณของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กลับสะท้อนทิศทางที่สวนทางกับความจำเป็น โดยงบมหาวิทยาลัยในปี 2570 ลดลงจากปีก่อนหน้ากว่า 5,000 ล้านบาท ขณะที่กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานวิจัยระดับชาติ เสนอของบไป 42,000 ล้านบาท แต่ได้มาเพียง 13,440 ล้านบาทเท่านั้น หรือประมาณ 1 ใน 3 ของงบที่ขอไป แม้แต่งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตอย่างฝุ่น PM 2.5 ของ สวทช. ก็ถูกหั่นเหี้ยนจาก 110 ล้านบาท เหลือเพียง 30 ล้านบาท ซึ่งนางฐิติมา ย้ำว่าไม่ได้เรียกร้องให้เพิ่มงบจำนวนมากเกินไป แต่กำลังอยากจะตั้งคำถามว่า การจัดสรรงบประมาณในวันนี้ มันสอดคล้องพร้อมกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศในระยะยาวหรือไม่ เราอยากจะเห็นประเทศเป็นศูนย์กลางด้าน AI เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม Semiconductor เป็น Medical Hub สิ่งที่ต้องมาเป็นอันดับแรก ไม่ใช่อาคาร ไม่ใช่เครื่องมือ แต่มันคือกำลังคนที่มีคุณภาพ
.
ในช่วงท้ายของการอภิปราย นางฐิติมา ได้เปรียบเทียบวิสัยทัศน์ของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน และเกาหลีใต้ ที่ต่างทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม แตกต่างจากประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลางอย่างบราซิลและเม็กซิโกที่ลงทุนด้านนี้ต่ำกว่า 1% ของ GDP พร้อมฝากข้อคิดและข้อเสนอแนะไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ว่า
.
ขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาจัดสรรงบประมาณปี 2570 ใหม่ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม
.
รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน “คน” เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ ตามที่ตั้งเป้าไว้ ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานหรือเครื่องมือ
.
“ถ้าเราอยากจะเป็นศูนย์กลางด้าน AI เราต้องสร้างคน ถ้าเราอยากจะเห็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม Semiconductor เราต้องสร้างงานวิจัย… คือมันไม่มีประเทศใดในโลกหรอกค่ะที่อยากจะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ดันลดเงินลงทุนด้านคน ความรู้ และนวัตกรรม ท้ายนี้ค่ะ ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดิฉันขอฝากคำถามเพียงคำถามเดียวค่ะว่า ถามว่าประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนในโลกอนาคต” นางฐิติมา กล่าวทิ้งท้าย
.
#พรรคเพื่อไทย #ฐิติมาฉายแสง #งบประมาณปี70 #ประชุมสภา