รมว.แรงงาน พร้อมดันเฟสนำร่อง ‘เรียนได้งบ จบได้งาน’ แม้โดนหั่นงบเหลือ 200 ล้าน พร้อมออกแบบหลักสูตรร่วมเอกชน การันตีฝึกทักษะตรงความต้องการตลาดจริง เผยเตรียมระบบ Traffy Fondue เวอร์ชันแรงงานรองรับผู้ใช้งาน 45 ล้านคน เคลียร์ปม ILO 87-98 ย้ำบริบทเพื่อนบ้านเปลี่ยน ต้องถกฝ่ายความมั่นคงกันถูกตีตก

1 ก.ค. 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนจากพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่ได้ตั้งข้อสังเกตและให้ข้อเสนอแนะไว้ 

“หลายท่านได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้ ทางกระทรวงแรงงานได้บันทึกไว้ทั้งหมด และจะนำเอาไปปรับปรุงในส่วนที่สามารถดำเนินการได้และเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน เรารับข้อเสนอ เราเป็นกระทรวงที่เปิดกว้างและพร้อมจะทำงานร่วมกับทุกท่าน” 

นายจุลพันธ์ ได้ชี้แจงต่อว่า งบประมาณที่มีการตั้งมาในปีนี้ กระทรวงแรงงานเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณเพิ่มมากขึ้น 5% อย่างไรก็ตามมีงบในส่วนการทำภารกิจงานของกระทรวงหลายรายการถูกตัดลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ 

ในส่วนงบประมาณที่กระทรวงแรงงานได้รับเพิ่มขึ้นนั้น เป็นเม็ดเงินในด้านของการสมทบเงินเข้ากองทุนประกันสังคมในส่วนของภาครัฐ โดยตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ได้มีการตั้งงบเพื่อทยอยจ่ายเงินคงค้างในส่วนของรัฐที่ต้องจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมเรื่อยมา ทำให้ยอดคงค้างจากประมาณ 100,000 ล้านบาท ตอนนี้มียอดเหลือประมาณ 42,000 ล้านบาท ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 ได้มีการตั้งงบสำหรับการชำระเงินคงค้างในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอีก 7,000 ล้านบาท โดยเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนหน้า และยืนยันว่าจะมีการดำเนินการต่อเนื่องให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาภายในปี 2574

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่ได้เห็นจากการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงที่ผ่านมานี้ ทำให้เห็นว่าหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้านเองก็ต่างเห็นถึงความสำคัญของทุนมนุษย์ โดยได้มีการอภิปรายถึงการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การ Upskill / Reskill ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับทิศทางที่กระทรวงแรงงานยุคปัจจุบันต้องการที่จะทำ 

“เราต้องการพัฒนาให้แรงงานไทยเป็นแรงงานที่ทันต่อโลก ปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีที่มีความเปลี่ยนแปลง แต่กระบวนการในทางงบประมาณต้องยอมรับตามตรงว่ามีการปรับลดลงในส่วนของการ Upskill / Reskill ซึ่งเป็นเรื่องข้อจำกัดของงบประมาณ แต่ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของพวกเราภายในกระทรวงแรงงานถูกลดทอนลง”

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่กระทรวงแรงงานต้องทำต่อจากนี้คือการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้ตรงเป้า โดยจะเข้าไปดูในภาคอุตสาหกรรม ภาคการผลิต ที่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรืออุตสาหกรรม S-Curve เพื่อที่จะ Upskill / Reskill ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ EV อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ รวมทั้งอุตสาหกรรมด้านการบริการสุขภาพ โดยกระทรวงแรงงานวันนี้จำเป็นต้องปรับหลักสูตร 

นอกจากนี้นายจุลพันธ์ ยังระบุว่า สิ่งที่ได้ดำเนินการอีกอย่างหนึ่งคือ การผลักดันนโยบาย ‘เรียนได้งบ จบได้งาน’ ซึ่งได้รับการบรรจุไว้ในปีงบประมาณ 2570 นี้แล้ว ซึ่งได้ของบประมาณไปมากกว่านี้ แต่ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ ทำให้ได้รับการจัดสรรมาประมาณ 200 ล้านบาท อย่างไรก็ตามยังถือว่าเพียงพอต่อการดำเนินนโยบายในเฟสนำร่อง เพื่อที่จะยืนยันว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์จริงๆ

รมว.แรงงาน ย้ำว่า คำว่าเรียนได้งบ จบได้งาน ผ่านกระบวนการคิดมาอย่างรอบคอบ เรียนได้งบ เกิดขึ้นจากการมองว่าคนที่จะเข้ามาเรียนหรือฝึกทักษะใหม่ หมายความว่า จะต้องขาดจากการทำงานปัจจุบัน ทำให้มีรายได้ลดลง เพื่อที่จะเข้ามาพัฒนาทักษะของตนเอง ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องอุดหนุนงบประมาณให้กับผู้ฝึกทักษะในช่วงระยะเวลานั้น 

ในส่วนของ จบได้งาน  คือการการันตีว่าผู้ที่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาทักษะฝีมือ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการตามหลักสูตรแล้ว พวกเขาจะได้งานทำ โดยกระทรวงแรงงานได้มีการหารือ กับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และมีการพูดคุยกับภาคเอกชน เพื่อที่จะรู้ถึงความต้องการแรงงานของแต่ละอุตสาหกรรม และมีการพูดคุยกันต่อไปว่าทักษะฝีมือที่พวกเขาต้องมีคืออะไร จะต้องผ่านการอบรมแบบไหน รวมไปถึงการจัดคอร์สหลักสูตรการอบรมร่วมกัน และทางกระทรวงไม่ได้ติดขัดอาจจะเป็นการจัดอบรมโดยภาคเอกชนโดยมีกระทรวงเข้าไปเสริมในส่วนของการออกแบบใบรับรองด้านวิชาชีพ หรือรับรองทักษะฝีมือความรู้ รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เช่นกระทรวง อว. และกระทรวงศึกษาธิการ

โดยทั้งหมดนี้คือความพยายามในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน และสร้างให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเกิดขึ้นได้จริง 

“รัฐบาลนี้ไม่ได้ละเลย ท่านนายกรัฐมนตรีเอง ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ พวกผมเองที่อยู่ในกระทรวงที่เกี่ยวเนื่องกับทุนมนุษย์ เราได้หารือกันโดยตลอด วันนี้ถึงแม้งบประมาณประจำปีจะมีข้อจำกัด แต่เราพูดถึงอีกหนึ่งส่วนของงบประมาณที่สามารถดำเนินการได้ ยกตัวอย่างเช่น พระราชกำหนดการกู้เงิน 400,000 ล้านบาทในนี้หากเข้าไปดูในรายละเอียด จะเห็นเลยว่ามีส่วนหนึ่งมีการพูดถึงการพัฒนามนุษย์ที่ชัดเจน หมายความว่าเป็นหนึ่งในส่วนที่เราสามารถส่งคำขอไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อที่จะดำเนินการในด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ได้ และเป็นสิ่งที่ทางกระทรวงแรงงานตั้งใจที่จะประสานงานไปยังกระทรวงการคลัง เพราะการพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญที่พวกเราไม่อาจละเลยได้”

นายจุลพันธ์ ชี้แจงต่อในส่วนของการจ้างงานว่า เวลานี้กระทรวงแรงงานได้มีการพยายามเปิดตลาดแรงงานใหม่ โดยเป็นการกระจายความเสี่ยง และขยายขอบเขตของตลาดแรงงานที่มีอยู่ ผ่านการหาตลาดแรงงานในต่างประเทศใหม่ ส่วนในประเทศก็ต้องหาตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อที่จะรองรับให้แรงงานสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นได้

ในส่วนของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายจุลพันธ์ ระบุว่า ขณะนี้มีแนวคิดในการใช้เทคโนโลยีเข้ามา ช่วยในการเพิ่มช่องทางการร้องเรียนและติดตามความเดือดร้อนของพี่น้องแรงงาน ซึ่งกระทรวงได้มีการเตรียมความพร้อมอยู่ในปีงบประมาณปัจจุบัน และได้มีการเดินหน้าไปบางส่วนแล้วสำหรับการนำแอปพลิเคชัน Traffy Fondue มาปรับใช้ โดยมีความร่วมมือกับกระทรวง อว. เพื่อพัฒนาระบบเพื่อที่จะครอบคลุมผู้ใช้งานที่เป็นแรงงานภายในประเทศกว่า 45 ล้านคน คาดว่าจะเสร็จภายในต้นเดือนหน้า และจะมีการพัฒนาต่อไปให้รองรับแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในต่างประเทศด้วย

สำหรับประเด็นสุดท้ายคือ การให้สัตยาบันในอนุสัญญา ILO จุลพันธ์ ย้ำว่า เป็นความตั้งใจของกระทรวงแรงงาน โดยได้มีการตรวจสอบดูแล้ว ว่ามีอนุสัญญาใดบ้างที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน และยังสามารถเข้าร่วมได้ โดยที่ไม่กระทบกับความมั่นคงและโครงสร้างภายในของประเทศ โดยวันนี้ได้มีการหยิบมาพิจารณาหลายฉบับ พร้อมทั้งพิจารณาดำเนินการในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะยืนยันได้ว่ากระบวนการในการเข้าสู่อนุสัญญาจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย พร้อมทั้งได้ยืนยันจุดยืนของประเทศไทย ต่อนานาชาติว่าเราให้ความคุ้มครองแรงงานอย่างมีความเหมาะสม และสามารถที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้

“มีท่านสมาชิกถามเรื่องอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 ฉบับที่ 98 ผมเรียนด้วยความเคารพครับว่าผมมีความตั้งใจ และพยายามที่จะทำ ถามว่าทำไมการดำเนินการในเรื่องนี้จะต้องตั้งคณะกรรมการศึกษา ทั้งที่มีการศึกษามาแล้ว 

ผมต้องเรียนครับว่า โครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยเฉพาะประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในเวลานี้มีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งกระทบต่อกระบวนการในการตัดสินใจเป็นอย่างยิ่ง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษา เพราะผมรู้ว่าหากไม่ศึกษาเพิ่มเติม และส่งเรื่องเข้าไปโดยที่ไม่มีการพูดคุยกันให้ชัดเจน สุดท้ายเรื่องนี้จะถูกตีตก 

เพราะฉะนั้นนี่คือความตั้งใจของผมที่จะต้องตั้งคณะกรรมการมาคุยกันใหม่ เพื่อที่จะนำเอาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยเฉพาะภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครอง รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศ มาพูดคุยกัน เพื่อที่จะทำความเข้าใจในประเด็นที่มีข้อห่วงใยโดยเฉพาะกรณีเกี่ยวเนื่องกับข้อพิพาทของประเทศเพื่อนบ้าน”

#พรรคเพื่อไทย #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ #ประชุมสภา #งบประมาณประจำปี2570